พระเจ้ายอดเชียงราย
พระเจ้ายอดเชียงราย
จากประวัติเมืองเชียงใหม่ มีใจความว่า...
พระเจ้าติโลกราช กษัตริย์ราชวงศ์มังราย ครองเมืองเชียงใหม่องค์ที่ 9 จ.ศ. 804 (พ.ศ. 1985 – 2030) มีพระราชโอรสอันประสูติจากพระมเหสีเพียงพระองค์เดียว คือ ท้าวบุญเรือง เมื่อท้าวบุญเรืองพระชนม์ได้ 20 พรรษา มีคนเพ็ดทูลพระเจ้าติโลกราชว่า ท้าวบุญเรืองเตรียมการจะคิดกบฏ ทำให้ทรงคลางแคลงพระทัย จึงทรงโปรดให้ไปครองเมืองเชียงแสนและเชียงราย ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านในขณะนั้น ณ เมืองเชียงรายนี้เอง …ได้เป็นที่ประสูติพระโอรสของท้าวบุญเรือง และโดยเหตุที่ประสูติบนยอดเขาสูงในเชียงราย (ยอดดอกบัว) ท้าวบุญเรืองจึงประทานนามพระโอรสว่า ยอดเชียงราย ต่อมา พระเจ้าติโลกราชถูกเพ็ดทูลจากนางหอมุก พระสนมเอกว่า ท้าวบุญเรืองเตรียมการก่อกบฏอีก จึงมีพระกระแสรับสั่งให้ปลงพระชนม์ท้าวบุญเรืองพระราชโอรสเสีย และหลังจากนั้นทรงโปรดให้ราชนัดดา คือ พระเจ้ายอดเชียงราย ครองเมืองเชียงรายสืบต่อมา

ครั้นถึง พ.ศ. 2030 พระเจ้าติโลกราชเสด็จสวรรคต ราษฎรได้พร้อมใจกันอัญเชิญพระเจ้ายอดเชียงรายขึ้นครองเมืองเชียงใหม่ หลังจากที่จัดการบ้านเมืองเป็นที่เรียบร้อย ทรงดำเนินการสอบสวนหาผู้ที่เป็นต้นเหตุยุแหย่ให้ท้าวบุญเองพระบิดาต้องสิ้นพระชนม์ จนทำให้พระมารดาของพระองค์ตรอมพระทัย ถึงกับสติวิปลาส  พระองค์ทรงกำหนดโทษให้ประหารชีวิตแก่ผู้ที่เป็นต้นเหตุ แต่โดยที่พระองค์ทรงเลื่อมใสในบวรพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง ภายหลังที่ได้สั่งให้สำเร็จโทษผู้กระทำผิดไปแล้ว ทรงเกรงจะเป็นเวรกรรม จึงทรงดำริที่จะหาทางผ่อนคลายมิให้เป็นบาปต่อกันสืบต่อไป

พระนางอะตะปาเทวี
พระนางอะตะปาเทวี
ศิลาจารึก
ศิลาฝักขาม (ตัวหนังสือฝักขาม)

ครั้งนั้นมีพระธุดงค์รูปหนึ่งมาจากต่างเมือง ได้ปักกลดอยู่ที่เชิงดอยสุเทพ ที่ตั้งวัดร่ำเปิงเวลานี้ ได้ทูลพระเจ้ายอดเชียงรายว่า ณ ต้นมะเดื่อไม่ห่างจากที่ท่านปักกลดอยู่เท่าใดนัก ได้มีรัศมีพวยพุ่งขึ้นในยามราตรี สันนิษฐานว่าจะมีพระธาตุประดิษฐานอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง พระเจ้ายอดเชียงรายจึงทรงช้างพระที่นั่งอธิษฐานเสี่ยงทายว่า ถ้ามีพระบรมธาตุประดิษฐานอยู่จริง และพระองค์จะได้ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาสืบต่อไปแล้ว ก็ขอให้ช้างพระที่นั่งไปหยุด ณ ที่แห่งนั้น ทรงอธิษฐานแล้วก็ทรงช้างเสด็จไป ช้างนั้นก็ได้พาพระองค์มาหยุดใต้ต้นมะเดื่อ พระองค์จึงได้ขุดรอบๆ ต้นมะเดื่อนั้น ก็ทรงพบพระบรมธาตุเขี้ยวแก้วบรรจุอยู่ในผอบดินแบบเชียงแสน พระองค์จึงทรงทำพิธีสมโภชและอธิษฐานขอเห็นอภินิหารของพระบรมธาตุนั้น จากนั้นจึงบรรจุลงในผอบทอง แล้วนำไปบรรจุไว้ในพระเจดีย์ที่สร้างขึ้นใหม่บริเวณนั้น

          พระองค์ได้จารึกประวัติการสร้างวัดลงในศิลาจารึก ซึ่งเรียกว่า ศิลาฝักขาม (ตัวหนังสือฝักขาม) ดังมีใจความว่า “สองพันสามสิบห้าปี จุลศักราชได้แปดร้อย ห้าสิบสี่ตัวในปีเต๋าใจ๋ เดือนวิสาขะไทยว่าเดือนเจ็ดออก (ขึ้น) สามค่ำ วันศุกไทย ได้ฤกษ์อันถ้วนสอง ได้โยคชื่ออายูสมะ ยามกลองงายแล้ว สองลูกนาที” ซึ่งแปลเป็นภาษาปัจจุบันว่า “วันศุกร์ขึ้นสามค่ำเดือนเจ็ด ปีชวด พุทธศักราช สองพันสามสิบห้าปี เวลา 08.20 น. ได้ฤกษ์ภรณี (ดาวงอนไถ) ได้โยคมหาอุจจ์” คือการก่อสร้างวัดได้ส่วนกันทั้งฝ่ายพุทธจักร และอาณาจักร โดยพระองค์ได้ทรงมีพระบัญชาให้พระมเหสีชื่อ “พระนางอะตะปาเทวี” เป็นผู้ดำเนินการสร้าง พระนางอะตะปาเทวีได้ประชุมแต่งตั้งกรรมการดังต่อไปนี้

 รายนามพระมหาเถระ

          1. พระมหาสามีญาณโพธิเจ้า

          2. พระมหาเถระสุระสีมหาโพธิเจ้า

          3. พระมหาเถระธรรมเสนาปติเจ้า

          4. พระมหาเถระสัทธรรมฐิระประสาทเจ้า

          5. พระมหาเถระญาณสาครอารามมิตรเจ้า

          (ในศิลาจารึกว่ามีประมาณ 100 รูป แต่ปรากฏชื่อเพียง 5รูป)

รายพระนาม และนามผู้สร้างฝ่ายอาณาจักร

          1. พระนางอะตะปาเทวี ประธานกรรมการออกแบบดำเนินการสร้าง

          2. เจ้าเมืองญี่ เจ้าเมืองเชียงราย ผู้เป็นพระราชปิตุลา

          3. พระเจ้าอติวิสุทธ เจ้าหมื่นเมืองตินเชียง

          4. เจ้าหมื่นคำพร้ากลาง

          5. เจ้าหมื่นธรรมเสนาปติ เมืองจา

          6. เจ้าหมื่นหนังสือวิมลกิรติสิงหราชมนตรี

          7. เจ้าพันเชิงคดีรัตนปัญโญ

          8. เจ้าหมื่นโสม ราชภัณฑ์คริก

          ในประวัติไม่ได้บอกชัดว่าใช้เวลาสร้างนานเท่าใด กล่าวแต่ว่าสำเร็จแล้วทุกประการ พร้อมทั้งสร้างพระพุทธรูปเป็นประธาน และพระพุทธรูปตามซุ้มที่พระเจดีย์ กับได้สร้างพระไตรปิฎก และพระราชทานทรัพย์ (นา) เบี้ย (เงิน) ดังปรากฏในศิลาจารึกว่า “มีราชเขตทั้งหลายอันกฎหมายไว้กับอารามนี้ นาสามล้านห้าหมื่นพัน ไว้กับเจดีย์สี่ด้าน สี่แสนเบี้ยไว้กับพระเจ้า (พระประธาน) ในวิหาร ห้าแสนเบี้ยไว้กับอุโบสถ สี่แสนเบี้ยไว้เป็นจังหัน (ค่าภัตตาหาร) ล้านห้าแสนห้าหมื่น พันเบี้ยไว้ให้ผู้รักษากิน สองแสนเบี้ยให้ชาวบ้านยี่สิบครัว ไว้เป็นผู้ดูแลอุปัฏฐากรักษาวัด”

          วัดร่ำเปิงหรือวัดตโปทาราม ได้อยู่ในสภาพวัดร้างมาหลายยุคหลายสมัย และเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทหารญี่ปุ่นได้เข้ามาครอบครองใช้เป็นที่ปฏิบัติการ ปรากฏว่าได้มีผู้ลักลอบขุดพระธาตุเจดีย์ ได้นำเอาพระพุทธรูปและวัตถุโบราณต่างๆ ไป อุโบสถและวิหารที่พระเจ้ายอดเชียงรายและพระมเหสีทรงสร้างขึ้น พร้อมกับวัดได้ชำรุดทรุดโทรม แตกปรักหักพังจนสภาพต่างๆ แทบไม่หลงเหลืออยู่เลย

          ครั้นต่อมาในปี พ.ศ. 2484 คณะสงฆ์จังหวัดเชียงใหม่ จึงได้ประชุมตกลงกันให้อัญเชิญพระประธานไปประดิษฐานไว้ ณ ด้านหลังพระวิหารวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร ในตัวเมืองจังหวัดเชียงใหม่ และได้ร่วมกับกรรมการวัด รวมทั้งผู้มีจิตศรัทธาทั้งหลาย ทำการก่อสร้างวิหารขึ้นใหม่ในปี พ.ศ. 2514 แล้วจึงอาราธนาพระภิกษุชาวบ้านวัดร่ำเปิงรูปหนึ่ง ชื่อ หลวงปู่จันทร์สม หรือ ครูบาสม มาปกครองดูแลวัดได้ระยะหนึ่ง ทำให้วิหารแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2516 ต่อมาท่านถึงแก่มรณภาพ วัดก็ขาดพระจำพรรษาไปจนถึงปลายปี พ.ศ. 2517

          อาคารทางศาสนาที่เป็นสาธารณะประโยชน์ของวัฒนธรรมชาวพุทธภาคเหนือตอนบน คือ วิหาร วิหารพระพุทธอะตะปามหามุนี เป็นอาคารหลัก ประดิษฐานด้านหน้าพระธาตุเจดีย์ ภายในมีพระพุทธรูปประธานประดิษฐานอยู่ จากเอกสารภาพถ่ายในยุคปัจจุบัน วิหารหลวงพ่อตะโปฯ ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ ตามเอกสารกรมศิลปากร อนุญาตให้ปฏิสังขรณ์ได้เมื่อ พ.ศ. 2512 โดยคณะของ อุบาสิกาสร้อยมาลา อินทร์เอื่อม (ณ ภูไทย) และคณะศรัทธาวัดร่ำเปิง  โดยต่อมาเมื่อพระเดชพระคุณพระครูพิพัฒน์คณาภิบาล (ทอง สิริมงฺคลมหาเถร ปัจจุบันคือ พระพรหมมงคล วิ.) มาพัฒนาวัดร่ำเปิงเป็นสำนักปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานในเวลาต่อมา

          วิหารหลวงพ่อตโปทารามหลังเดิม กว้าง 8.5 เมตร ยาว 21 เมตร บูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ พ.ศ. 2558 โดยปรารภถึงวัดที่ได้เสนอยกจากวัดราษฎร์ขึ้นเป็น พระอารามหลวง เพื่อเฉลิมพระเกียรติ 84 ปี สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องจากวิหารหลังเดิมคับแคบ ไม่เพียงพอต่อการใช้ทำกิจกรรมวันพระและกิจกรรมอื่นๆ จึงขยายพื้นที่ออกด้านข้างด้านละ 1.39 เมตร ปรับปรุงเป็นอาคารสร้างด้วยไม้สักทองทั้งหลัง โดยปรับเปลี่ยนโครงสร้างวัสดุหลังคา ช่อฟ้า ใบระกา พื้น ช่องประตูหน้าต่าง และยกฐานพระประธาน ด้านข้างวิหารสร้างศาลาบาตรทั้ง 2 ข้าง เพื่อมีพื้นที่ใช้สอยให้มากขึ้น โดยสร้างด้วยไม้สักทอง และพร้อมกันนี้ได้สร้างศาลาบาตรล้อมรอบพระธาตุเจดีย์เพื่อใช้เป็นพื้นที่เดินจงกรม บำเพ็ญสมาธิภาวนา วิปัสสนาภาวนา และกิจกรรมอื่นๆ ด้วย วิหารและศาลาบาตรก่อสร้างตามลักษณ์ทรงล้านนา ใช้งบประมาณทั้งหมดประมาณ 30 ล้านบาท

          อุโบสถเก่าที่มีอยู่ได้สร้างขึ้นใหม่ โดยผู้มีจิตศรัทธาช่วยกันซ่อมแซมให้ใช้ในการปฏิบัติสังฆกรรมมาจนถึงปัจจุบัน ต่อมา พระครูพิพัฒน์คณาภิบาล (ทอง สิริมงฺคโล) เป็นเจ้าอาวาสวัดเมืองมาง และเป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระ ประจำสำนักวัดเมืองมาง ได้ธุดงควัตรมาถึงวัดร่ำเปิง พิจารณาเห็นว่าเป็นที่ๆ สัปปายะเหมาะแก่การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน จึงวางโครงการที่จะขยายงานวิปัสสนากรรมฐานขึ้นอีกแห่งหนึ่ง จึงได้มาจำพรรษาอยู่ที่วัดร่ำเปิง หรือ ตโปทาราม แห่งนี้ แล้วชักชวนชาวบ้านในท้องถิ่นตลอดจนผู้ใจบุญทั้งหลาย ช่วยกันบูรณปฏิสังขรณ์ฟื้นฟูขึ้น และได้เปิดป้ายสำนักวิปัสสนากรรมฐานวัดร่ำเปิงเมื่อวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2518 ตรงกับวันเสาร์ขึ้น 11 ค่ำ ต่อมาท่านได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ในปี พ.ศ. 2531 และได้พัฒนาก่อสร้างศาสนวัตถุ ตลอดจนซ่อมแซมบูรณะถาวรวัตถุภายในวัดให้เจริญรุ่งเรือง

          เมื่อ พ.ศ. 2552๒ คณะสงฆ์และศรัทธาญาติโยมอุปถัมภ์ ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ทำการสร้างอุโบสถหลังใหม่ เพื่อประโยชน์ทางสังฆกรรมและกิจกรรมทั่วไป จากการรื้อถอนและขุดฐานรากทำให้ทราบว่าการสร้างอุโบสถหลังนี้เป็นหลังที่ 3 หลังแรกสังเกตจากฐานรากชั้นล่างเป็นอิฐเก่า หลังที่ 2 สร้างทับบนพื้นที่อุโบสถขนาดเท่าเดิม ประมาณหลังปี พ.ศ. 2500 เป็นอุโบสถแบบมหาอุจจ์ ทรงหน้าต่างสูงท่วมหัว ต่อมาโดยการอนุมัติของ พระเดชพระคุณพระอาจารย์พระสุพรหมยานเถร (สิริมงฺคลมหาเถร) ให้ขยายขนาดของหน้าต่าง และเปลี่ยนกระเบื้องมุงหลังคา ดำเนินการโดย แม่ชีนิลพรรณ พวงทองคำ (อุตฺตมญาณี) ในการอุปถัมภ์ของ คุณชูศักดิ์ ปุญญาวิจักสน์ พร้อมครอบครัว และผู้มีจิตศรัทธา แต่พระอุโบสถก็ยังคงคับแคบ เพราะจำนวนพระภิกษุในวัดมีมากกว่า 50 – 100 รูป ทุกปี

          จึงเกิดแรงบันดาลใจร่วมกันของคณะสงฆ์และศรัทธาอุปถัมภ์สร้างอุโบสถ หลังที่ 3 ขึ้น โดยคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยเป็นอเนกประสงค์ คือ อาคารอุโบสถโถงเปิด 3 ด้าน เป็นเขตพัทธสีมา ขนาดกว้าง 10.90 เมตร ยาว 21.70 เมตร สำหรับทำสังฆกรรมทุกประเภท และกิจกรรมทั่วไป พื้นที่วิหารคตทั้งหมดเป็นเขตวิสุงคามสีมา กว้าง 25 เมตร ยาว 40 เมตร เป็นพื้นที่อเนกประสงค์ เช่น กิจกรรมวันโกน รับศีลฟังธรรม กิจกรรมวันพระ ทำบุญตักบาตร ฟังธรรม บรรพชา อุปสมบท กฐิน ผ้าป่า และอื่นๆ

          วัสดุก่อสร้างพื้นล่างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก อาคารชั้นบนเป็นไม้สักทองทั้งสิ้น มุงด้วยวัสดุกระเบื้องเคลือบ

          ศิลปะการก่อสร้าง ด้วยเจตนาอนุรักษ์ลาย และงานช่าง (สล่า) คนเมือง ทั้งงานทองลายรดน้ำ แกะสลักไม้ การตกแต่ง เน้นพุทธศิลปกรรมเก่าผสมยุคใหม่ เน้นประโยชน์ใช้สอย สะดวกแก่คนยุคใหม่

          งบประมาณในการก่อสร้างทั้งหมด 49 ล้านบาทเศษ

          ในปี พ.ศ. 2533 พระครูพิพัฒน์คณาภิบาลได้รับพระราชทานตั้งสมณศักดิ์จากพระครูเจ้าคณะอำเภอชั้นพิเศษ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระสุพรหมยานเถร และในปี พ.ศ. 2534 ถัดมา พระเดชพระคุณพระสุพรหมยานเถร ได้รับพระบัญชาจากสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก ให้ไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ณ วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ พระเดชพระคุณพระสุพรหมยานเถร จึงได้เสนอเจ้าคณะอำเภอเมืองเชียงใหม่ แต่งตั้งให้ พระสมุห์สุพันธ์ อาจิณฺณสีโล รักษาการแทนเจ้าอาวาส ในปี พ.ศ. 2537

          ในปี พ.ศ. 2539 เจ้าคณะอำเภอเมืองเชียงใหม่ ได้เสนอให้เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ แต่งตั้งให้ พระปลัดสุพันธ์ อาจิณฺณสีโล เป็นเจ้าอาวาส ซึ่งเจ้าอาวาสรูปใหม่นี้ ได้เป็นลูกศิษย์ที่สืบทอดเจตนารมณ์ของพระสุพรหมยานเถร อดีตเจ้าอาวาส ทุกประการ

พระภาวนาธรรมาภิรัช วิ.
พระภาวนาธรรมาภิรัช วิ. เจ้าอาวาสวัดร่ำเปิง (ตโปทาราม)

พระปลัดสุพันธ์ อาจิณฺณสีโล หรือ พระภาวนาธรรมาภิรัช วิ. ในปัจจุบัน ได้ส่งเสริมทั้งด้านปริยัติและปฏิบัติ ด้วยการสร้างอาคารโรงเรียนพระปริยัติธรรมสูง 3 ชั้น จำนวน 1 หลัง เพื่อการเรียนนักธรรม ภาษาบาลีและพระอภิธรรม และสร้างอาคารศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติสูง 4 ชั้น จำนวน 1 หลัง เพื่อการปฏิบัติธรรมกลุ่มใหญ่ของคณะนักเรียน นิสิต นักศึกษา ข้าราชการ ประชาชน ต่อมาได้สร้างอุโบสถ ศาลาบาตร กุฏิกรรมฐาน อาคารที่พักพระภิกษุสามเณรอยู่ประจำ ตลอดจนพัฒนาปรับปรุงภายในบริเวณวัดอยู่เสมอ

วัดร่ำเปิง (ตโปทาราม) เป็นวัดวิปัสสนากรรมฐานทางภาคเหนือ ที่ทำการอบรมพระกรรมฐานในแนวสติปัฏฐาน 4 ในปัจจุบันมีชาวไทยและชาวต่างประเทศเข้ารับการอบรมปฏิบัติธรรมต่อเนื่องกันตลอดปีไม่ขาดสาย เป็นวัดแห่งแรกที่มีพระไตรปิฎกฉบับล้านนา และเป็นวัดที่มีพระไตรปิฎกฉบับต่างๆ ถึง 19 ภาษา วัดร่ำเปิงปัจจุบันได้รับคัดเลือกให้เป็น

    • ศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติ ประจำจังหวัดเชียงใหม่ ปี พ.ศ. 2542
    • สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดเชียงใหม่ แห่งที่ 2 พ.ศ. 2547
    • อุทยานการศึกษา พ.ศ. 2544
    • วัดพัฒนาตัวอย่าง พ.ศ. 2555
    • วัดพัฒนาตัวอย่างที่มีผลงานดีเด่น พ.ศ. 2559
สถานภาพและที่ตั้งของวัด

สภาพที่ตั้งของวัดเป็นที่เชิงเขา จากถนนสุเทพแยกออกไปทางทิศใต้ตามถนนคันคลองชลประทาน ประมาณ 2 กิโลเมตร แล้วแยกออกไปทางทิศตะวันตก ประมาณ 300 เมตร

วัดตั้งอยู่เลขที่ 1 หมู่ 5 ถนนคันคลองชลประทาน ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ในเขตเทศบาลตำบลสุเทพ มีที่ดินตั้งวัดประมาณ 24 ไร่ 78 ตารางวา สังกัดคณะสงฆ์ มหานิกาย และมีที่ธรณีสงฆ์ ที่ อำเภอเกาะคา จังหวัดลำบาง 84 ไร่

อาณาเขต และอุปจาระวัด

ทิศเหนือ :  ติดหมู่บ้านร่ำเปิง

ทิศตะวันออก : ติดหมู่บ้านและที่เอกชน

ทิศตะวันตก : ติดถนนสาธารณะ

ทิศใต้ : ติดที่เอกชน

ปูชนียวัตถุ

1. พระบรมธาตุเจดีย์  ในพงศาวดารโยนกและชินกาลมาลีปกรณ์ กล่าวว่า… พระเจ้ายอดเชียงรายโปรดให้สร้างวัดตโปทาราม ในปี พ.ศ. 2035 (ในชินกาล มาลีปกรณ์ว่า วัดตโปทาราม คือ วัดป่าตาลมหาวิหาร) พร้อมสร้างเจดีย์เพื่อบรรจุพระธาตุที่ขุดพบได้ใต้ต้นมะเดื่อในบริเวณวัด ลักษณะรูปแบบศิลปกรรมของเจดีย์เป็นทรงกลม ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยม 3 ชั้น ฐานแปดเหลี่ยม 1 ชั้น ฐานกลม 1 ชั้น แล้วขึ้นมาเป็นชั้นบัวหงายคั่นด้วยลูกแก้วก่อนถึงชั้นกลมอีก 3 ชั้น แต่ละชั้นจะมีซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปโดยรอบจำนวน 8 องค์ ส่วนยอดเป็นทรงระฆัง เจดีย์สูงประมาณ 23 เมตร กว้าง 12.20 x 12.40 เมตร ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ตามประกาศของกรมศิลปากร ราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ 52 ตอนที่ 75 วันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2478 ประกาศ ณ วันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2523

พระบรมธาตุเจดีย์
พระบรมธาตุเจดีย์ภายในวัดร่ำเปิง (ตโปทาราม)

2. พระพุทธอะตะปะมหามุนีปฏิมากร  เป็นพระประธานในพระวิหาร สร้างสมัยพระเจ้ายอดเชียงราย พ.ศ. 2035 เป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ฝีมือช่างล้านนาและสุโขทัย ปางพิชิตมาร หน้าตักกว้าง 59 เมตร สูง 82 นิ้ว ระหว่างสงครามโลก พระวิหารเดิมเกิดชำรุดทรุดโทรมจนใช้การไม่ได้ คณะสงฆ์จังหวัดได้ประชุมตกลงกันให้อัญเชิญพระประธานไปประดิษฐานไว้ ณ ด้านหลังพระวิหารวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร และทำการก่อสร้างพระวิหารขึ้นใหม่เมื่อปี พ.ศ. 2514

ท่านพระครูพิพัฒนคณาภิบาล (ทอง สิริมงฺคโล) รักษาการเจ้าอาวาสขณะนั้น ได้อาราธนาหลวงพ่อตโป จากวัดพระสิงห์ฯ กลับสู่พระวิหารวัดร่ำเปิง เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2518

พระพุทธอะตะปะมหามุนีปฏิมากร

3. พระพุทธรูปหลวงพ่อศรีอโยธยา  เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่มีอายุประมาณ 800 ปี ขนาดหน้าตักกว้าง 30 นิ้ว สูง 47 นิ้ว โดย จ.ส.ต.ประยุทธ ไตรเพียร และคณะ ได้นำมาถวายไว้เป็นสมบัติของวัดร่ำเปิง เมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2518

4. พระประธานหล่อด้วยสัมฤทธิ์ ปางปฐมเทศนา  ณ หอพระไตรปิฎก ซึ่งเป็นอาคารสถาปัตยกรรมผสมแบบล้านนาประยุกต์คอนกรีตเสริมเหล็ก ตกแต่งด้วยศิลปะแบบปูนปั้น และภาพแกะสลักนูนต่ำ ภาพพุทธประวัติบนบานหน้าต่างไม้สักทอง ตัวอาคารสูง 2 ชั้น ชั้นที่หนึ่ง เก็บรักษาพระไตรปิฎกภาษาต่างๆ จำนวน 19 ภาษาทั่วโลก ชั้นสองเป็นที่เก็บรักษา ต้นฉบับคัมภีร์พระไตรปิฎกฉบับภาษาล้านนาจารึกบนใบลาน พระไตรปิฎกฉบับเทปคาสเซ็ท และฉบับบันทึกลงแผ่นซีดี

5. พระพุทธรูปหินทรายปางปฐมเทศนา  ประดิษฐานอยู่ในอุโบสถหลังใหม่ แกะสลักจากหินทรายสีน้ำตาลอมเหลือง จากช่างฝีมือแกะสลักของจังหวัดเชียงใหม่ เป็นพุทธศิลป์ปางปฐมเทศนาแบบอินเดีย โดยคุณณัฐฐา กิจมโนชัย เป็นเจ้าภาพสร้างถวาย

พระพุทธรูปหินทรายปางปฐมเทศนา
พระพุทธรูปหินทรายปางปฐมเทศนา

6. พระพุทธรูปหินทรายเขียวปางนาคปรก  ประดิษฐานใต้ร่มโพธิ์พฤกษ์อายุ 500 ปี ที่ปลูกมาพร้อมกับการสร้างวัดร่ำเปิงใน พ.ศ. 2035 บริเวณลานโพธิ์ด้านทิศตะวันตกของวัด โดย อาจารย์แม่ชีอมรี ศรีดารักษ์ และคณะศิษย์จากสำนักแม่ชีอมรีรักษ์ ในเครือมูลนิธิอมรีรักษ์ ได้นำมาถวาย

พระพุทธรูปหินทรายเขียวปางนาคปรก ยามค่ำคืน

7. พระพุทธชินราชจำลอง  ประดิษฐาน ณ ศาลานวกบูรณะเขตปฏิบัติธรรมฝ่ายสงฆ์

8. พระพุทธรูปพระประธานในอาคาร 80 ปี พระราชพรหมาจารย์ (ทอง สิริมงฺคโล) ศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติฯ วัดร่ำเปิง (ตโปทาราม) เป็นพระพุทธรูปศิลปะแบบคันธราช ประเทศอินเดีย เจ้าภาพถวายโดยครอบครัว หิรัญพฤกษ์ บริษัท ชินวัตรไหมไทย จำกัด

9. พระพุทธรูปหินหยกเขียวทรงเครื่อง  ประดิษฐานอยู่เบื้องขวา – ซ้ายของพระพุทธอะตะปะมหามุนีปฏิมากร

10. รูปเหมือนพระสิวลี ประดิษฐานใต้ร่มขนุน ระหว่างหอพระไตรปิฎก และพระธาตุเจดีย์

11. รูปเหมือนพระมหากัจจายนะและพระมาลัย  ประดิษฐานอยู่ในศาลาชวนก่อบุญ

12. รูปเหมือนพระครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาไทย  ประดิษฐาน ณ ลานทิศใต้ของพระธาตุเจดีย์

13. รูปเหมือนพระเจ้ายอดเชียงราย และพระนางอะตะปาเทวี กษัตริย์และพระมเหสีผู้ครองเมืองเชียงใหม่ ผู้สร้างวัดร่ำเปิง (ตโปทาราม) ประดิษฐานยังมณฑปด้านเหนือและใต้ของพระธาตุเจดีย์

•——————•°•✿•°•——————•