|
There are no translations available.
เมื่อได้ปฏิบัติตามแนวมหาสติปัฏฐาน ๔ คือ : มีสติกำหนดรู้ รูป - นาม ที่เป็นปัจจุบัน โดยไม่ขาดสายตลอดการเป็นนิจ ดังกล่าวแล้วนั้น วิปัสสนาญาณ ๑๖ ย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้ปฏิบัติตามลำดับ ดังนี้ : - ผู้บรรลุพิเศษ ในฝ่ายโลกุตตระ คือ มรรค ผล นิพพานนั้น ได้แก่ ผู้บรรลุปฏิเวธธรรม เป็นพระอริยบุคคลผู้ประเสริฐ ไกลจากข้าศึก คือ กิเลส ความเป็นปุถุชนได้สูญสิ้นไปพร้อมกับมรรคญาณเกิดขึ้น ฉะนั้น จักได้กล่าวถึงส่วนโลกิยปัญญาสืบต่อไปตามลำดับ
๑. นาม - รูปปริจเฉทญาณ : ปัญญารู้จักรูป - นาม แน่ใจว่าในโลกนี้ สิ่งที่มีจริงเป็นจริงมีอยู่ ท้าให้พิสูจน์ มีอยู่ ๒ อย่าง คือ : รูปธรรม สิ่งที่ท้าให้รู้ นามธรรม สิ่งที่เข้าไปรู้ เท่านั้นโดยอาศัยทวาร คือ ประตูทั้ง ๖ ขณะอารมณ์ภายนอกมากระทบ
๒. นามรูปปัจจยปริคคหญาณ : ปัญญารู้จักปัจจัยของนามรูปคือ รู้ว่านามและรูปนี้ ต่างก็เป็นปัจจัยของกันและกัน
๓. สัมมสนญาณ : ปัญญารู้ รูป - นาม เป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ทนอยู่ไม่ได้ เป็นอนัตตา บังคับบัญชาไม่ได้ เพราะรูปนามร่วมกันเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปอยู่เสมอ เมื่อปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน มีสติตั้งมั่นอยู่กับรูป - นาม ปัจจุบันอยู่เสมอ โมหะก็เกิดขึ้นไม่ได้ เมื่อโมหะเกิดขึ้นไม่ได้ โลภะ โทสะ และอกุศลธรรมอื่น ๆ ก็เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะถูกบังคับด้วยสติตลอดวันตลอดคืน
๔. อุทยัพยญาณ : ปัญญาเห็น รูป - นาม ทั้งเกิดทั้งดับ พร้อมกันไปกับวิปัสสนา ผู้รู้ก็ดับไปด้วย เป็นปัจจุบันแท้ ไม่ปนกับอดีต อนาคต กำหนดรู้รูปนามแจ้งชัดยิ่งขึ้น เห็นไตรลักษณ์ปราศจากอุปกิเลสต่าง ๆ รู้แต่สภาวะปรมัตถ์ไม่มีสันตติสืบเนื่องเลยไปถึงบัญญัติ
๕. ภังคญาณ : ปัญญาเห็นรูปนาม มีแต่ดับไป ๆ ละเอียดขึ้นเห็นถี่ขึ้นกว่าแต่ก่อน ต่อจากที่ได้มีวิปัสสนา เห็นความเกิดขึ้นแล้วดับไปพร้อมกับรูปนาม อุปมาเหมือนคน ๒ คน เดินกอดคอกันลับหายไป กำลังศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ก็แก่กล้าขึ้นตามลำดับ
๖. ภยตูปัฏฐานญาณ : ปัญญาเห็นรูปนามดับไป ๆ เป็นภัยน่ากลัว เมื่อได้เจริญวิปัสสนาเห็นรูปนามดับไป ๆ โดยไม่ปราศจากสติ มีความเพียรเป็นไปติดต่อ ปัญญาเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ปรากฏติดอยู่กับรูปนามเสมอ ย่อมเห็นความดับไป ๆ ของรูปนามเป็นภัยใหญ่ที่น่ากลัว
๗. อาทีนวญาณ : ปัญญาเห็น รูป - นาม ดับไป โดยความเป็นทุกข์เป็นโทษ ไม่มีความปรารถนา หรือยึดมั่นในรูปนามใด - หนึ่งแม้แต่น้อย
๘. นิพพิทาญาณ : ปัญญาเห็น รูป - นาม ดับไป ๆ น่าเบื่อหน่าย ผู้เจริญวิปัสสนา เมื่อมาถึงนิพพิทา--ญาณ เห็นรูปนามเกิด - ดับ น่าเบื่อหน่าย ไม่มีความยินดี คือ กับบุคคลผู้แต่งกายสะอาดแล้ว ย่อมเบื่อหน่ายสะอิดสะเอียนของโสโครก ย่อมยินดีอยู่กับความสะอาดบริสุทธิ์เท่านั้น
๙. มุญจิตุกัมยตาญาณ : ปัญญาเห็น รูป - นามดับไป ๆ อยากจะหนีให้พ้นไปเสียจากรูปนาม เปรียบดั่งกบอยู่ในปากงู ย่อมมีความปรารถนาอยากพ้นจากปากงู ผู้ปฏิบัติวิปัสสนาจนถึงมุญจิตุกัมยตาญาณ ก็อยากจะพ้นจากรูปนามที่ดับไป ฉันนั้น
๑๐. ปฏิสังขาญาณ : ปัญญาเห็น รูป - นาม เกิดดับ หาทางหนีจากรูปนามเมื่อวิปัสสนาญาณเห็นรูปนามเกิด - ดับ เห็นไตรลักษณ์ปรากฏติดอยู่กับรูปนาม มีรูป - นาม เป็นเครื่องรับรองไว้ เมื่อนั้น ย่อมเห็นภัย เห็นโทษ น่าเบื่อหน่าย อยากจะหนีไปให้พ้น โดยอนุโลมแล้ว พิจารณาทางที่เป็นอุบายปล่อยวางรูป - นามนี้ อุปมา คือ บุคคลคิดจะจับปลา ถือสุ่มไปสุ่มลงในน้ำ หย่อนมือลงไปตามปากสุ่ม จับงูพิษเข้าที่คอ แล้วมีความยินดีว่า จับปลาได้ เขายกขึ้นเห็นหัวก็รู้ว่างู มีความสะดุ้งตกใจเบื่อหน่ายในสิ่งที่ถืออยู่นั้น ปรารถนาจะปล่อยงูพิษไป ฉันใด ผู้ปฏิบัติวิปัสสนา เมื่อรู้รูป - นามแจ้งชัดก็ดีใจ ถือว่าไม่เป็นตัวเป็นตน ดุจบุคคลที่จับคองูในน้ำ สำคัญมั่นหมายแล้วก็ดีใจ แต่เมื่อดูรูป - นามไปจนเห็น เกิด - ดับ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ บังคับไม่ได้ ก็มีความตกใจกลัว เห็นโทษน่าเบื่อหน่าย เหมือนบุคคลยกมือขึ้นจากปากสุ่ม เห็นแต่หัวสามแสก ก็สะดุ้งตกใจ ปรารถนาจะสลัดงูพิษนั้นให้พ้นไปจากตน
๑๑. สังขารุเปกขาญาณ : ปัญญาย่อมเห็นว่าไม่มีตัวไม่มีตน ไม่มีอะไรเป็นของตน ว่างเปล่า สรรพสิ่งทั้งหลายในโลก ที่รู้ได้ด้วยสมมุติบัญญัติ ย่อมดับไปสิ้นไป เหลือสภาวะของรูป - นามแท้ ๆ ไม่มีแก่นสาร มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่เที่ยง ทนอยู่ไม่ได้ บังคับบัญชาไม่ได้ ก็จำเป็นต้องวางเฉยอยู่ อุปมาเหมือนสามีวางเฉยต่อภรรยาที่หย่าร้างจากกัน ฉันนั้น สังขารุเปกขาญาณนี้ หากสงบและเห็นแจ้งพระนิพพานแล้ว มีอาการเหมือนสละสังขาร น้อมเข้าหาพระนิพพาน หากไม่แจ้งนิพพาน ก็เจริญอยู่ในรูป - นาม ที่ดับไปอยู่เฉย ๆ
๑๒. อนุโลมญาณ : ปัญญาเห็น รูป - นาม ดับไป ๆ มีกำลังยิ่งขึ้นตามอำนาจของอริยสัจ สามารถทำลายความมืดที่ปกคลุมอริยสัจได้ เมื่อวิปัสสนาญาณเจริญยิ่งขึ้นตามลำดับ โดยอนุโลมปฏิโลมกลับไปกลับมาตั้งแต่อุทยัพพย-ญาณ จนถึงสังขารุเปกขาญาณ รู้รูป - นาม รู้ทุกขอริยสัจแจ้ง เป็นความจริงที่ไกลจากข้าศึก คือ กิเลส เห็นรูป - นามดับไป ๆ เพิ่มขึ้น
๑๓. โคตรภูญาณ : ปัญญาที่รู้พระนิพพาน ทำลายโคตรปุถุชน ความรู้น้อมไปสู่พระนิพพาน ความดับรูป-นามไม่เกิด อนุโลมญาณ เป็นปัญญาที่สามารถทำลายกิเลสที่ปิดบังความจริงไว้ได้ แต่ไม่สามารถเห็นนิพพานได้ เป็นปัจจัยส่งให้โคตรภูญาณ โคตรภูญาณสามารถน้อมไปสู่นิพพานได้ แต่ไม่สามารถทำลายกิเลส ทำหน้าที่โอนโคตรจากปุถุชนไปสู่อริยโคตรได้ โดยมีวิปัสสนาเป็นปัจจัย เมื่อโคตรภูญาณเกิดขึ้นทำหน้าที่ของตนแล้วก็ดับไป ญาณในโลกุตตระ คือ มรรคญาณ - ผลญาณ โดยมีนิพพานเป็นอารมณ์ก็เกิดขึ้นติดต่อกัน โดยไม่มีระหว่างขั้นตามลำดับแห่งมัคคชวนวิถี. อุปมาเหมือนบุรุษจะข้ามลำน้ำ วิ่งมาด้วยกำลังแรง จับเถาวัลย์ที่ผูกติดอยู่กับต้นไม้ โหนตัวให้ข้ามไปถึงอีกฝั่งหนึ่ง แล้วปล่อยเถาวัลย์นั้นเสีย ตั้งตัวให้เป็นปกติ ก็สบาย รู้สึกว่าตัวได้ข้ามไปสำเร็จแล้ว ฉันใด การปล่อยเถาวัลย์ก็เหมือนการตัดเชื้อชาติปุถุชน การตั้งตัวให้เป็นปกติก็เท่ากับได้โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล
๑๔. มัคคญาณ : ปัญญาในโสดาปัตติมรรค สกิทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อรหัตตมรรค ทำลายกิเลสตามฐานะของตน โดยมีนิพพานเป็นอารมณ์เหมือนกัน
๑๕. ผลญาณ : ปัญญาในโสดาปัตติผล สกิทาคามิผล อนาคามิผล อรหัต-ตผล ซึ่งเกิดขึ้นติดต่อกับมัคคจิตของตนติดต่อกันโดยไม่มีระหว่างขั้น และมีนิพพานเป็นอารมณ์เหมือนกัน
๑๖. ปัจจเวกขณญาณ : ปัญญาที่เกิดขึ้นพิจารณา มรรค ผล นิพพาน กิเลสที่ละได้แล้ว และยังเหลืออยู่ตามอำนาจของ มรรค ผล นั้น ๆ อานิสงส์ของการปฏิบัติวิปัสสนา อย่างต่ำ ทำคนชั่วให้เป็นคนด ทำคนดีให้เป็นคนดียิ่งขึ้นไป ทำคนโง่ให้ฉลาด ให้เลิกอบายมุข เลิกดื่มสุราเมรัย เลิกเล่นการพนัน, เป็นคนขยันหมั่นเพียรในการงานที่เป็นประโยชน์ มีสติปัญญามั่นคงเสมอ อย่างสูง หากมีอุปนิสัยแก่กล้า ก็สามารถเข้าถึง มรรค - ผล - นิพพาน ได้ตามวิสัยของตน
|