|
Written by Administrator
|
|
Saturday, 04 July 2009 12:39 |
|
There are no translations available.
วิธีปฏิบัติในการนั่งสมาธิ
ในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน โยคี ผู้ปฏิบัติควรจะศึกษาหลักเกณฑ์การนั่งไว้ก่อนว่า ควรจะนั่งอย่างไร มีพระบาลีกล่าวไว้ว่า “นิสีทติ ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา อุชุ กายํ ปณิธาย ปริมุขํ สิต อุปฏฺฐเปตฺวา” ใจความว่า นั่งคู้บัลลังก็ ตั้งกายตรง ตั้งสติไว้เฉพาะหน้า (ตั้งกายตรง ดำรงสติมั่น) เพื่อที่โยคีจะได้กำหนดได้ถูกต้อง ตามหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ท่านวิปัสสนาจารย์จะแนะนำให้นั่ง 2 แบบ คือ แบบที่ 1 นั่งพับเขาซ้ายเข้าข้างใน เอาขาขวาออกข้างนอก ให้ส้นเท้าขาวแตะกับส้นหน้าแข้งข้างซ้าย เอามือขวา ทับมือซ้าย ให้ปลายหัวแม่มือทั้งสองชนกัน แบบที่ 2 นั่งขัดสมาธิ ให้ขาขวาวางทาบบนขาซ้าย เอามือขวาทับมือซ้าย ให้ปลายหัวแม่มือชนกัน เมื่อนั่งแบบหนั่งแบบใดแล้ว ตั้งตัวให้ตรงตั้งลำคอและศีรษะให้ตรง หลับตาตั้งสติกำหนด อารมณ์กรรมฐานอยู่ที่หน้าท้องของตน เมื่อหายใจเข้าท้องจะพองให้กำหนดว่า พองหนอ(คำที่กำหนดว่าพองกับท้องที่พองต้องให้พร้อมกันอย่าให้ก่อนให้หลังกัน) เมื่อหายใจออกท้องจะยุบ ให้กำหนดดว่า ยุบหนอ (คำที่กำหนดว่ายุบกับท้องที่ยุบ ต้องให้พร้อมกัน อย่าให้ก่อนให้หลังกัน) การกำหนดครั้งหนึ่ง ๆ จะป้น 10 – 20 -30 นาที หรือ 1 ชั่วโมง ก็สุดแต่พระวิปัสสนาจารย์จะกำหนดให้ ซึ่งในคัมภีร์อรรถกถา ท่านเรียกเป็นที่หมายให้ทราบว่า การนั่งกำหนดครั้งหนึ่งเป็นบัลลังก์หนึ่ง
โยคผู้ปฏิบัติใหม่
เมื่อแรกเริ่มปฏิบัติ อาจจะใช้เวลานั่งเพียงบัลลังก์ละ 15 นาทีก็พอ ถ้าในตอนแรกอาการพองยุบไม่ชัดเจน ให้โยคีเอาฝ่ามือทั้งสองวางซ้อนกันไว้ที่หน้าท้อง ตามหมายเลข 1 – 2 (รูปที่ 9) ก็จะรู้อาการพอง – ยุบ ได้ชัดเจน การกำหนดพองหนอ – ยุบหนอ เป็นการกำหนด 2 ระยะ โยคีอาจต้องปฏิบัติอยู่หลายสิบครั้ง และอาจเกิดสภาวะต่าง ๆ ขึ้นในระยะนี้ก็ได้ เมื่อพระวิปัสสนาจารย์ ตรวจสอบอารมณ์พิจารณาเห็นว่าได้ผลดีพอควรแล้ว ท่านจะสอนให้กำหนด 3 ระยะ ต่อไปนี้
การนั่งกำหนด 3 ระยะ 1. เมื่อท้องพองขึ้น กำหนดในใจว่า “พองหนอ” 2. เมื่อท้องยุบลง กำหนดในใจว่า “ยุบหนอ” 3. เมื่อท้องพอง ครั้งที่ 2 กำหนดในใจว่า “นั่งหนอ” โดยใช้จิตนึกภาพที่ตนนั่งนั้น ว่านั่งอยู่ในท่าใด 4. เมื่อท้องยุบครั้งที่ 2 ปล่อยให้ยุบไปโดยไม่ต้องกำหนดอะไร จนกว่าท้องจะพองขึ้นมาอีก จึงกำหนดว่า “พองหนอ ยุบหนอ นั่งหนอ” ชุดใหม่ต่อไป ถ้าโยคีนอนอยู่ก็ให้กำหนดว่า “นอนหนอ” ตามหลักใจมหาสติปัฏฐานสูตร กล่าวไว้ว่า “นิสินฺโน วา นิสินฺโนมฺหิติ ปชานาติ ฯ สยโน วา สยาโนมฺทิติ สยาโนมฺหิติ ปชานาติ” ความว่า นั้งอยู่ก็กำหนดรู้ว่านั่งอยู่ นอนอยู่ก็กำหนดรู้ว่า นอนอยู่
การนั่งกำหนด 4 ระยะ
การนั่งกำหนด 4 ระยะนี้ ก็เหมือนกับการกำหนด 3 ระยะ แต่เพิ่มการกำหนดในช่วงที่ท้องยุบ ที่ได้ปล่อยว่างนั้นว่า “ถูกหนอ” โดยเพ่งจิตไปจี้ที่สะโพกขวา แล้วกลับมากำหนด “พองหนอ ยุบหนอ นั่งหนอ ถูกหนอ” โดยเพ่งจิตไปจี้ที่สะโพกซ้ายเช่นเดียวกัน ทำสลับไปอย่างนี้ ส่วนลักษณะและขนาดของจุดที่กำหนดถูกนั้น “เป็นวงกลมโตเท่าเหรียญ 10 บาท” ถ้าโยคีมีกำลังสมาธิดี ขณะที่กำหนดไปถึงขั้นกำหนดว่า “ถูกหนอ” จะเกิดความรู้สึกประการต่าง ๆ บางครั้ง จะรู้สึกว่าบริเวณสะโพก ด้านนั้นร้อนผ่าวขึ้นมา หรือรู้สึกคล้ายของแข็ง ปักลงไป หรือรู้สึกคล้ายกระดูกตรงนั้นยื่นออกมาดันเนื้อสะโพกยื่นมาถูกทับกับพื้น หรืออาสนะที่นั่งทุกครั้งที่กำหนดว่า “ถูกหนอ” และกว่าจะครบเวลาที่ปฏิบัติ อาจรู้สึกปวดระบมตรงจุดนั้น ๆ แต่เมื่อเลิกกำหนดแล้ว ความรู้สึกและอาการต่าง ๆ ก็จะหายไปทันที เพราะเป็นเพียงความรู้สึกไม่ใช่การปวดระบมจริง ๆ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อได้ปฏิบัติถูกต้องตามหลักแล้ว จะมีสภาวะต่าง ๆ ปรากฏขึ้น เช่น รู้สึกรอนไปทั้งตัว หรือ บางส่วนของร่างกาย รู้สึกเบาและลอยขึ้นเหมือนลูกโป่ง รู้สึก ตัวแข็งทื่อ รู้สึกขนลุกชัน – ตัวโยกโคลง รู้สึกตัวกรพเพื่อมขึ้นลงเหมือนนั่งอยู่บนเรือนแพที่ถูกคลื่นซัด เหล่านั้นเป็นอาการของปิติ และอาจมีสถาวะอื่น ๆ ซึ่งเกิดขึ้นด้วยพลังของสมาธิทั้งนั้น
การย้ายจุดที่ถูก
เมื่อโยคีส่งอารมณ์ให้พระวิปัสสนาจารย์ตรวจสอบ และท่านพิจารณาเห็นว่าปฏิบัติได้ผลพอสมควรแล้ว ก็จะเพิ่มให้กำหนดถูกจุดอื่น ๆ ต่อไป ตามจุดต่าง ๆ ต่อไปนี้คือ
จุดต่าง ๆ 28 จุด
1 – 2 สะโพกขวา – ซ้าย 3 – 4 ก้นย้อยขวา – ซ้าย 5 – 6 ขาพับด้านนอก ขวา – ซ้าย 7 – 8 ตาตุ่มด้านนอก ขวา – ซ้าย 9 – 10 หลังเท้าขวา – ซ้าย 11 – 12 หัวเข่าขวา – ซ้าย 13 – 14 หน้าขาขวา – ซ้าย 15 – 16 โคนขาหนีบขวา – ซ้าย 17 โคนขวาหนีบซ้ำ 18 กลางอก 19 ไหล่ซ้ายด้านหน้า 20 โคนขาซ้าย (ซ้ำ) 21 กลางอก (ซ้ำ) 22 ไหล่ขวาด้านหน้า 23 สะโพกบนขวา 24 กลางหลัง 25 ไหล่ซ้ายด้านหลัง 26 สะโพกบนซ้าย 27 กลางหลัง (ซ้ำ) 28 ไหล่ขวาด้านหลัง
หลังจากปฏิบัติจบตอนนี้แล้วก็เข้าอธิษฐาน ต่อไป ท่านผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสารทั้งหลาย คุกตะรางที่ขังคนไม่ให้เป็นอิสระนั้น ยังไม่ร้ายเท่าคุก คือกิเลสที่ได้ขังจิตใจของเราไว้ไม่ให้เป็นอิสระ นานแสนนานมาแล้ว มนุษย์เราทุกคนที่เกิดมาในโลกนี้ล้วนเป็นนักโทษที่ได้ถูกตัดสินประหารชีวิตไปแล้วทั้งสิ้นเพียงแต่รอการลงอาญา ของพญามัจจุราชเท่านั้น ดังนั้น ในช่วงเวลาแห่งการรอคอยนี้แหละ เราจะต้องหาทางพังทะลายคุกอันหนาแน่นนี้ ออกไปสู่ความเป็นอิสระให้จงได้ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก่อนที่พระองค์จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน พระองค์ได้ทรงมอบ “ธรรมาวุธ” เพื่อพังทะลายคุถกไว้ให้แก่พวกเราแล้ว ธรรมาวุธอันวิเศษนั้นก็คือ สติปัฏฐาน 4 เราตถาคตตั้งศาสนาไว้ มิได้ประสงค์ให้ผู้ใดผู้หนึ่ง แสวงหาประโยชน์อย่างอื่น ตั้งไว้เพื่อให้บุคคลบำเพ็ญภาวนา ระงับกิเลสตัณหาเท่านั้น
ปัจฉิมโอวาท
“หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า วะยะธัมมา สังขารา สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ ท่านทั้งหลาย จงทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด” อะยัง ตถาคตัสสะ ปัจฉิมา วาจา นี้เป็นพระวาจามีในครั้งสุดท้าย ของพระตถาคตเจ้า
ทั้งนี้หมายความว่า พระองค์ทรงสอนไม่ให้มีความประมาท ให้มีสติอยู่ทุกเมื่อ นั่นก็คือ ทรงสั่งสอนให้ปฏิบัติสติปัฏฐานนั่นเอง เพราะเหตุนี้จึงถือกันว่า พระองค์ได้สรุปคำสอนทั้งหมดของพระองค์ไว้ในปัจฉิมพจน์นี้เอง
|