Home ธรรมมานุปัสสนาสติฯ

จำนวนผู้ออนไลน์

We have 1 guest online
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday135
mod_vvisit_counterYesterday145
mod_vvisit_counterThis week840
mod_vvisit_counterLast week837
mod_vvisit_counterThis month438
mod_vvisit_counterLast month2160
mod_vvisit_counterAll days341982
ธรรมมานุปัสสนาสติปัฎฐาน PDF Print E-mail
Written by Administrator   
Saturday, 04 July 2009 12:19
There are no translations available.

การตั้งสติตามดูธรรม ธรรมที่ทรงสอนให้ตั้งสติตามดูนั้น มีทั้งที่เป็นกุศล อกุศล และอัพยากฤต คือ กลาง ๆ ดังนี้

๔.๑ นีวรณปัพพะ

พุทธพจน์

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยการปฏิบัติอย่างไร ภิกษุจึงจะพิจารณาเห็นธรรมในธรรมคือนิวรณ์ 5 อยู่เสมอได้ ภิกษุใน

พระศาสนานี้...

- เมื่อความพอใจยินดีในกามมีอยู่ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่าความยินดีพอใจในกามมีอยู่ภายในจิตของเรา เมื่อความ

ยินดีพอใจในกามไม่มีอยู่ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่าความยินดีพอใจในกามไม่มีอยู่ภายในจิตของเรา อนึ่ง ความยินดี

พอใจในกามที่ยังไม่เกิดจะเกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย ความยินดีพอใจในกามที่เกิดขึ้นแล้วจะ

ละเสียได้ด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย ความยินดีพอใจในกามที่ละได้แล้วจะไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยประการ

ใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

- อีกอย่างหนึ่ง เมื่อความพยาบาทมีอยู่ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่าความพยาบาทมีอยู่ภายในจิตของเรา หรือเมื่อความ

พยาบาทไม่มีอยู่ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่าความพยาบาทไม่มีอยู่ภายในจิตของเรา อนึ่งความพยาบาทที่ยังไม่เกิดจะ

เกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย ความพยาบาทที่เกิดขึ้นแล้วจะละเสียได้ด้วยประการใด ย่อมรู้ชัด

ประการนั้นด้วย ความพยาบาทที่ละได้แล้วจะไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

- อีกอย่างหนึ่ง เมื่อความง่วงเหงาซึมเซามีอยู่ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่าความง่วงเหงาซึมเซามีอยู่ ภายในจิตของเรา

หรือเมื่อความง่วงเหงาซึมเซาไม่มีอยู่ภายในจิตย่อมรู้ชัดว่าความง่วงเหงาซึมเซาไม่มีอยู่ ภายในจิตของเรา อนึ่ง

ความง่วงเหงาซึมเซาที่ยังไม่เกิดจะเกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย ความง่วงเหงาซึมเซาที่เกิดขึ้น

แล้ว จะละเสียได้ด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย ความง่วงเหงาซึมเซาที่ละได้แล้ว จะไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วย

ประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

- อีกอย่างหนึ่ง เมื่อความฟุ้งซ่านรำคาญใจมีอยู่ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่าความฟุ้งซ่านรำคาญใจมีอยู่ภายในจิตของเรา

หรือเมื่อความฟุ้งซ่านรำคาญใจไม่มีอยู่ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่าความฟุ้งซ่านรำคาญใจไม่มีอยู่ภายในจิตของเรา อนึ่ง

ความฟุ้งซ่านรำคาญใจที่ยังไม่เกิดจะเกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย ความฟุ้งซ่านรำคาญใจที่เกิด

ขึ้นแล้วจะ ละเสียได้ด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย ความฟุ้งซ่านรำคาญใจที่ละได้แล้วจะไม่เกิดขึ้นต่อไป

ด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

- อีกอย่างหนึ่ง เมื่อความลังเลสงสัยมีอยู่ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่าความลังเลสงสัยมีอยู่ ภายในจิตของเรา หรือเมื่อ

ความลังเลสงสัยไม่มีอยู่ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่าความลังเลสงสัยไม่มีอยู่ภายในจิตของเรา อนึ่ง ความลังเลสงสัยที่

ยังไม่เกิดจะเกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย ความลังเลสงสัยที่เกิดขึ้นแล้วจะละเสียได้ด้วยประการใด

ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย ความลังเลสงสัยที่ละได้แล้ว จะไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อม

- เฝ้าพิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายในอยู่บ้าง
- เฝ้าพิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายนอกอยู่บ้าง
- เฝ้าพิจารณาเห็นธรรมทั้งภายในทั้งภายนอกอยู่บ้าง
- เฝ้าพิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในธรรมบ้าง
- เฝ้าพิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในธรรมอยู่บ้าง
- เฝ้าพิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในธรรมอยู่บ้าง

เธอย่อมอยู่อีกอย่างหนึ่ง คือเข้าไปตั้งสติว่าธรรมมี ก็เพียงสักว่าเอาไว้รู้ เพียงสักว่าเอาไว้อาศัยระลึกเท่านั้น เธอ

เป็นผู้ไม่ถูกตัณหาและทิฐิเข้าสิงสู่ และไม่ถือมั่นอะไรๆในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยการปฏิบัติอย่างนี้แล ภิกษุชื่อ

ว่าพิจารณาเห็นธรรมในธรรมคือนิวรณ์ 5 อยู่เสมอ

จบนีวรณบรรพ

๔.๒ ขันธปัพพะ หมวดว่าด้วยอุปาทานขันธ์ ๕

ในด้านของขันธ์ ๕ นั้น ทรงสอนให้กำหนดรู้ ๓ ฐานะ คือ สภาวะการเกิดขึ้น การดับไปแห่งอุปาทานขันธ์ ๕ คือ รูป

เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ

๔.๓ อายตนปัพพะ หมวดว่าด้วยอายตนะภายในภายนอก

อายตนะภายใน คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อายนะภายนอกคือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์

ทรงแสดงขั้นตอนแห่งการกำหนดรู้ เกี่ยวกับอายตนะไว้ดังต่อไปนี้

๑. ให้กำหนดรู้อายตนะแต่ละอย่าง และการประปวบกันแห่งอายตนะเหล่านั้น เช่น ตาเห็นรูป หูฟังเสียง จนถึงรู้

อารมณ์ด้วยใจ
                ๒.สังโยชน์ จะเกิดขึ้นเพราะการประจวบกัน ระหว่างอายตนะภายใน กับอายตนะภายนอก จะมีได้ด้วย

วิธีใด ก็ให้ทราบด้วยวิธีนั้น
                ๓.สังโยชน์ ที่ยังไม่เกิดจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ให้กำหนดรู้เหตุนั้นด้วย
                ๔.สังโยชน์ ที่เกิดขึ้นแล้วอาจละได้ด้วยวิธีโด ให้กำหนดรู้ด้วยวิธีนั้น
                ๕. สังโชน์ ที่ละได้แล้วจะไม่เกิดขึ้นอีกด้วยวิธีใด ให้กำหนดรู้ด้วยวิธีนั้น

๔.๔ โพชฌังคปัพพะ

หมวดว่าด้วยโพชฌงค์ คือองค์ธรรมเป็นเครื่องตรัสรู้

๑. สติสัมโพชฌงค์ ปัญญาเครื่องตรัสรู้ คือความระลึกได้
๒. ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ องค์ธรรมเครืองตรัสรู้ คือ การวิจัยธรรม
๓. วิริยะสัมโพชฌงค์ องค์ธรรมเครื่องตรัสรู้ คือความเพียร
๔. ปีติสัมโพชฌงค์ องค์ธรรมเครื่องตรัสรู้ คือความอิ่มใจ
๕. ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ องค์ธรรมเครื่องตรัสรู้ คือความสงบ
๖. สมาธิสัมโพชฌงค์ องค์ธรรมเครื่องตรัสรู้ คือสมาธิ
๗. อุเบกขาสัมโพชฌงค์ องค์ธรรมเครื่องตรัสรู้ คืออุเบกขา

การกำหนดรู้ในสัมพชฌงค์ ๗ ประการนี้ ทรงแสดงหลักในการกำหนดรู้ตามฐานะดังนี้คือ

ก. เมื่อสัมโพชฌงค์ข้อใดข้องหนึ่งมีอยู่ หรือไม่มีอยู่ภายในจิตก็ให้รู้
ข. โพชฌงค์ข้อใดก็ตาม ที่ยังไม่เกิดขึ้น อาจให้เกิดขึ้นด้วยประการใด ก็ให้รู้ด้วยประการนั้น
ค. ความเจริญบริบูรณ์แห่งโพชฌงค์แต่ละข้อ ที่บังเกิดขึ้นแล้วงมีได้ด้วยสาเหตุใด ให้กำหนดรู้เหตุนั้น

๔.๕ สัจจปัพพะ หมวดว่าด้วยสัจจะ คืออริยสัจ ๔ ประการ

ทรงสอนให้กำหนดรู้อริยสัจ ๔ โดยทรงใช้คำว่า " ภิกษุในศาสนานี้ กำหนดรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ที่เกิด

ขึ้นแห่งทุกข์ นี้ความดับแห่งทุกข์ นี้ปฏิปทาดำเนินไปสู่ความดับทุกข์"