Home กายานุปัสสนาสติปัฎฐาน
กายานุปัสสนาสติปัฎฐาน PDF Print E-mail
Written by Administrator   
Saturday, 04 July 2009 12:16
There are no translations available.

๑.๑ อานาปานปัพพะ

        หมวดลมหายใจเข้า และลมหายใจออก ...ภิกาอยู่ในที่สงัดแห่งใดแห่งหนึ่ง นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายให้ตรง ดำรงสติให้

        มั่นให้มีสติกำหนดลมหายใจเข้าออก คือเมื่อหายใจเข้าออกยาวสั้น ก็ให้รู้ว่าขณะนี้เราหายใจเข้าออกยาวหรือสั้น

        จากนั้นให้ฝึกหัดอยู่ว่า เราจักกำหนดรู้กาย (คือลมหายใจเข้าออก) ทั้งปวง หายใจเข้าออก ฝึกหัดอยู่ว่า เราจักระงับ

       กายสังขารหายใจเข้า หายใจออก

        กำหนดรู้ลมในลักษณะนี้ เปรียบเหมือนช่างกลึง หรือลูกมือช่างกลึงผู้มีทักษะ (สามารถ ชำนาญ ) เมื่อชักเชือกยาว

       หรือสั้น ก็กำหนดรู้ไปตามนั้น ฉันใด ภิกษุควรกำหนดรู้จิตเช่นเดียวกับที่กล่าวมาแล้ว ฉันนั้น.

ภิกษุเฝ้าตามดูกายอันเป็นภายใน และกายอันเป็นภายนอก หรือเฝ้าตามดูสิ่งที่เกิดขึ้นดับไป ทั้งเกิดขึ้นและดับไปใน

กาย หรือภิกานั้นเข้าไปตั้งสติไว้ว่า ภายมีอยู่เพียงเพือรู้ไว้ เพียงเพื่อระลึกไว้เท่านั้น ย่อมเป็นผู้ไม่ยึดถืออะไร ๆ ใน

ใลกคือกาย ภิกษุเฝ้าตามดูกายในกาย ดังนี้

 

๑.๒ อิริยาบถปัพพะ หมวดอิริยาบถ

ทรงสอนให้กำหนดรู้อิริยาบทใหญ่ ๔ ประการคือ ยืน เดิน นั่ง นอน โดยให้รู้ทันในเวลายืนเป็นต้น ก็ให้รู้ว่าขณะนี้

เรากำลังยืนอยู่เป็นต้น หรือว่าตนอยู่ในอิริยาบถใด ก็ให้กำหนดรู้ไปพร้อมกันโดยอาการนั้นๆ

 

๑.๓ สัมปชัญญะปัพพะ หมวดสัมปชัญญะ

ทรงสอนให้ทำความรู้ตัวอยู่เสมอ ไม่ว่าตนจะอยู่ในอิริยาบถใดและอาการที่เกี่ยวกับอิริยาบถ เช่น ก้าวไป ถอยกลับ

คู้แขน เหยียดแขน บริโภคปัจจัย ตนกำลังทำอะไรอยู่ในอิริยาบทอะไร ก็ให้ทำความรู้ตัวอยู่เสมอ

 

๑.๔ ปฏิกูลปัพพะ หมวดว่าด้วยสิ่งปฏิกูล

ทรงสอนให้กำหนดรู้กาย จากปลายผมถึงปลายเล็บเท้า ที่หุ้มไว้ด้วยหนังให้เห็นว่าเต็มไปด้วยของไม่สะอาด มี

ประการต่างๆ คือ ผม ขน เล็บล ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื้อในกระดูก ไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด ไส้ใหญ่

ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า น้ำดี เสลด น้ำเหลือง น้ำเลือด น้ำเหงื่อ น้ำตา มัน่ข้น มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ

น้ำมูตร

ทรงเปรียบเทียบให้เห็นว่า กายนี้เหมือนถุงมีปากเปิดได้ ๒ ด้าน ใส่ของนานาชนิดไว้ภายใน เมื่อเทออกจะพบของ

เหล่านั้น รางกายของเราก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน เมื่อแยกออกแล้วจะกลายเป็น ผม ขน เล็บ หนัง เป็นต้นดังกล่าว

แล้ว

 

๑.๕ ธาตุปัพพะ หมวดว่าด้วยธาตุ ๔

ทรงแนะให้ดูกายนี้ อันประกอบด้วยธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เหมือนคนฆ่าโค ฆ่าโคแล้วชำแหละแยกเนื้อ และ

ส่วนต่าง ๆ ของโคออกวางขาย ฉะนั้น

 

๑.๖ นวสีวถิกาปัพพะ หมวดว่าด้วยป่าช้า ๙

ทรงให้พิจารณาดูร่างศพ ที่เขาทิ้งอยู่ในป่าช้า ที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ตามลำดับดังนี้

๖.๑ ศพที่ตามแล้ว ๑-๒-๓ วัน อันขึ้นอืด เขียว น้ำเหลืองแฟะ
๖.๒ ศพที่ถูกสัตว์ทั้งหลาย มีกา แร้ง เหยี่ยว สุนัขเป็นต้น กัดกิน
๖.๓ ศพที่เป็นโครงกระดูก ยังมีเนื้อและเลือดติดอยู่ มีเอ็นรึงรัดอยู่
๖.๔ ศพที่เป็นโครงกระดูก ไม่มีเนื้อ แต่ยังมีเลือดเปื้อนเปรอะมีเอ็นรึงรัดอยู่
๖.๕ ศพที่เป็นโครงกระดูก ไม่มีเนื้อและเลือดแล้ว แต่ยังมีเอ็นรึงรัดอยู่
๖.๖ ศพที่เป็นท่อนกระดูก ไม่มีเอ็นรึงรัดแล้ว กระดูกเหล่านั้นวางกระจัดกระจายอยู่
๖.๗ ศพที่กลายเป็นท่อนกระดูก มีสีขาวเหมือนสังข์
๖.๘ ศพที่กลายเป็นท่อนกระดูก กองรวมอยู่ด้วยกันเกินกว่ามีมาแล้ว
๖.๙ ศพที่เป็นท่อนกระดูก ผุเปื่อยป่นเป็นจุณ

แต่ละข้อนั้น ทรงสอนให้พิจารณาเห็นอาการของศพแต่ละอย่างนั้น ให้เห็นว่ามีอาการอย่างไร แล้วนำเอากายของ

ตนเข้าไปเปรียบว่าแม้กาย(ของเรา) ก็มีอาการ มีภาวะอย่างนั้นเป็นธรรมดา ไม่พ้นอาการและภาวะอย่างนั้นไปได้

แต่ละปัพพะที่กล่าวมาแล้ว ทรงสอนให้พิจารณาต่อไปว่า จากที่กล่าวมาว่า ให้เข้าไปพิจารณาให้เห็นกายในกาย

ทั้งที่เป็นภายในและทั้งที่เป็นภายนอก

ให้เฝ้าตามดูสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่ดับไป และให้เฝ้าตามดูสิ่งที่เกิดขึ้นและสิ่งที่ดับไปในกาย

ให้เข้าไปตั้งสติอยู่ว่า กายมีอยู่เพียงเพื่อรู้ไว้เท่านั้น เพียงเพื่อระลึกไว้เท่านั้น จนเป็นผู้ไม่มีสิ่งใดอาศัยอยู่ด้วย ทั้ง

ไม่ยึดถืออะไร ๆ ในโลกด้วย

ทุกข้อทรงเน้นว่า " ดูกรภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุตามดูกายในกายอยู่ แม้ด้วยอาการอย่างนี้"