|
There are no translations available.
พระเจ้าติโลกราช กษัตริย์วงศ์มังราย ครองเมืองเชียงใหม่องค์ที่ 12 จ.ศ. 804 มีพระราชโอรสอันประสูติจากพระมเหสีเพียงพระองค์เดียว คือ ท้าวศรีบุญเรื่อง เมื่อ ท้าศรีบุญเรืองพระชนม์ได้ 20 พรรษามีคนเพ็ดทูลพระเจ้าติโลกราชว่า ท้าวศรีบุญเรืองเตรียมการจะคิดกบฏ ทำให้ทรงคลางแคลงพระทัยจึงทรงโปรดให้ไปครองเมืองเชียงแสนและเชียงราย ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านในขณะนั้น
ณ เมืองเชียงรายนี้เอง ได้เป็นที่ประสูติของพระเจ้ายอดเชียงราย และโดยเหตุที่ประสูติ บนยอดเขาสูงในเชียงราย (ยอดดอกบัว ) ท้าว ศรีบุญเรือง จึงประทานนามพระโอรสว่า “ยอดเชียงราย”
ต่อมา พระเจ้าติโลกราชถูกเพ็ดทูลจากนางหอมุขพระสนมเอกว่าท้าวศรีบุญเรืองเตรียมการก่อกบฏอีก จึงมีพระกระแสรับสั่งให้ปลงพระชนม์พระราชโอรสเสีย และหลังจากนั้นทรงโปรดให้ราชนัดดา คือ พระเจ้ายอดเชียงราย ครองเมืองเชียงรายสืบต่อมา
ครั้นถึง พ.ศ.2030 พระเจ้าติโลกราชเสด็จสวรรคต ราษฎรได้พร้อมใจกันอัญเชิญพระเจ้ายอดเชียงรายขึ้นครองเมืองเชียงใหม่ หลังจากที่จัดการบ้านเมืองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทรงดำเนินการสอบสวนหาผู้ที่เป็นต้นเหตุยุแหย่ให้ท้าวศรีบุญเรือง พระราชบิดาต้องสิ้นพระชนม์ จนทำให้พระรามารดาของพระองค์ตรอมพระทัย ถึงกับเสียพระสติ พระ องค์ทรงกำหนดโทษให้ประหารชีวิตแก่ผู้ที่เป็นต้นเหตุ แต่โดยที่พระองค์ทรงเลื่อมใสในพระบวรพุทธศาสนาอย่างยิ่ง ภายหลังที่ได้สั่งให้สำเร็จโทษผู้กระทำผิดไดแล้ว ทรงเกรงจะเป็นเวรกรรมจึงทรงดำริที่จะหาทางผ่อนคลายมิให้เป็นบาปกรรมต่อกันสืบต่อไป
ครั้งนั้นมีพระธุดงค์รูปหนึ่งมารจากต่างเมือง ได้ปักกลดอยู่ที่เชิงดอยคำตำบลสุเทพ ที่ตั้งวัดร่ำเปิงเวลานี้ ได้ทูลพระเจ้ายอดเชียงรายว่า ณ ต้นมะเดื่อไดห่างจากที่ท่านปักกลดอยู่เท่าใดนัก ได้มีรัศมีพวยพุงขั้นในยามราตรี สงสัยว่า จะมีพระธาตุประดิษฐานอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง พระเจ้ายอดเชียงรายจึงทรงช้างพระที่นั่ง อธิษฐานเสี่ยงทายว่า ถ้ามีพระบรมธาตุฝั่งอยู่จริง และพระองค์จะได้ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาไปแล้ว ก็ขอให้ช้างพระที่นั่งไปหยุด ณ ที่แห่งนั้น ทรงอธิษฐานแล้วก็ทรงช้างเสด็จไป ช้างนั้นก็ได้พาพระองค์มาหยุดอยู่ใต้ต้นมะเดื่อ พระองค์จึงให้ขูดรอบๆ ต้นมะเดื่อนั้นก็ทรงพบพระบรมธาตุพระเขี้ยวแก้วบรรจุอยู่ในผอบดินแบบเชียงแสน พระองค์จึงทรงทำพิธีสมโภช และอธิษบานขอเห็นอภินิหารของพระบรมสารีริกธาตุนั้นจากนั้นจึงบรรจุลงในผอบทอง แล้วนำไปบรรจุไว้ในพระเจดีย์ที่สร้างขึ้นใหม่ในบริเวณนั้น
พระองค์ได้จารึกประวัติการสร้างวัดนี้ลงในศิจารึก ซึ่งเรียกว่า สิลาฝักขาม (ตัวหนังสือฝักขาม) ดังมีใจความว่า “สองพันสามสิบห้าปีจุลศักราชได้แปดร้อยห้าสิบสีตัวในปีเต๋าใจ๋ (เหนือ) เดือนวิสาขะไทยว่าเดือนเจ็ดออก(ขึ้น) สามค่ำวันศุกร์ไทย ได้ฤกษ์อันถ้วนสอง ได้โยคขื่ออายูสมะ ยามกลองงายแล่วสองลูกนาที” ซึ่งแปลเป็นภาษาปัจจุบันว่า “วันศุกร์ขึ้นสามค่ำเดือนเจ็ด ปีชวด พุทธศักราชสองพันสามสิบหาปี เวลา 08.20 น. ได้ฤกษ์ภรณี (ดาวงอนไถ) ได้โยคมหาอุจจ์” คือการก่อสร้างวัดได้ส่วนกันทั้งทางฝ่ายพุทธจักรและอาณาจักร โดยพระองค์ได้ทรงมีพระราชบัญชาให้พระมเหสีชื่อ พระนางอะปาเทวี เป็นผู้ดำเนินการสร้าง พระนางอะตะปาเทวี ได้ประชุมแต่งตั้ง กรรมการดังต่อไปนี้
รายนามพระมหาเถระ
1. พระมหาสามีญาณโพธเจ้า 2. พระมหาเถระสุระสีมหาโพธิเจ้า 3. พระมหาเถระธรรมเสีนาปติเจ้า 4. พระมหาเถระสัทธรรมฐิระประสาทเจ้า 5. พระมหาเถระญาณสาครอารามิตรเจ้า
รายพระนามและนามผู้สร้างฝ่ายอาณาจักร
1. พระนางอะตะปาเทยี ประธานกรรมการออกแบบดำเนินการสร้าง 2. เจ้าเมืองญี่ เจ้าเมืองเชียงราย ผู้เป็นพระราชปิตุลา 3. เจ้าอติวิสุทธ เจ้าหมื่นเมืองตินเชียง 4. เจ้าหมื่นคำพร้ากลาง 5. เจ้าหมื่นธรรมเสนาปติ เมืองจา 6. เจ้าหมื่นหนังสือวิมลกิรติสิงหราชมนตรี 7. เจ้าพันเชิงคดีรัตนปัญโญ 8. เจ้าหมื่นโสม ราชัณฑ์คริก
ในประวัติไม่ได้บอกชัดว่าใช้เวลาสร้างนานเท่าใด กล่าวแต่ว่าสำเร็จแล้วทกประการ พร้อมทั้งสร้างพระพุทธรูปเป็นประธาน และพระพุทธรูปตามซุ้มที่พระธาตุเจดีย์กับได้สร้างพระไตรปิฏกและพระราชทานทรัพย์ (นา) เงิน (เบี้ย) ดังปรากฏในศิลาจารึกว่า “มีราชเตทั้งหลายอันกฎหมายไว้กับอารามนี้นาสามล้านห้าหมื่นพัน ไว้กับเจดีย์สี่ด้าน สี่แสนเบี้ยไว้กับพระเจ้า (พระประธาน) ในวิหาร ห้าแสนเบี้ยไว้กับอุโบสถ สี่แสนเบี้ยไว้เป็นจังหัน (ค่าภัตตาหาร) ล้านห้าแสนห้าหมื่นพันเบี้ยไว้ให้ผู้รักษากิน สองแสนเบี้ยให้ชาวบ้านยี่สิบครัวเรือนไว้เป็นผู้ดูแลและอุปัฏฐากรักษาวัด”
เนื่องจากประวัติการสร้างวัดร่ำเปิง หรือวัดตโปทารามนี้ รวบรวมมาจากหลายทางด้วยกัน ทำให้เข้าใจสับสนไปได้ในทัศนะแตกต่างกันโดยเฉพาะเกี่ยวกับชื่อ วัดร่ำเปิง วัดตโปทาราม และพระนามมเหสีของพระเจ้ายอดเชียงราย คือในสิลาจารึกปรากฏพระนามว่า พระนางอะตะปาเทวี แต่ไม่ปรากฏพระนามว่า พระนางโปร่งน้อยซึ่งในหนังสือพงศาวดารโยนกของพระยาประชากิจกรจักร์ (แช่ม บุนนาค) ปรากฏพระนามว่า พระนางโปร่งน้อยไม่ปรากฎพระนาม อะตะปาเทวี นอกจากนี้ยังมีความแตกต่างกันเกี่ยวกับบุคคลผู้ร่วมในการสร้างวัด ดังมีข้อความตอนหนึ่งว่า “จุลศักราช 854 (พ.ศ. 2035) ปีชวดจัตวาสก พระเจ้ายอดเชียงราย เจ้านครพิงค์เชียงใหม่ ให้สถาปนาพระอารามแห่งหนึ่งชื่อว่า ตะโปทาราม ให้ขุดรื้อนิมิตสีมาของเก่าที่พระญาณมงคลเถรผูกไว้นั้นขึ้นชำระผูกพัทธสีมาใหม่ มีพระ มหาเวฬุวันมหาเถระ พระสัทธรรมสัณฐิเถระ พระญาณโพธิเถระ พระสุริสิงห็เถระ พระนารถเถระ พระสัทธรรมสัณฐิเถระ กับภิกษุหลายรูปจัดการผุกพัทธสีมาใหม่ให้ถูกต้องตามพุทธบัญญัติ
ศิลาจารึก
"สองพันสามสิบห้าปีจุลศักราชได้แปดร้อยห้าสิบสี่ตัว ในปีเต๋าใจ๋ (เหนือ) เดือนวิสาขะไทยว่าเดือนเจ็ดออก (ขึ้น) สามค่ำวันศุกไทย ได้ฤกษ์อันถ้วนสอง ได้โยคะชื่อ อายูสมะ ยามกลองหงาย แล้วสองลูกนาที” ซึ่งแปลเป็นภาษาภาคกลางในปัจจุบันว่า “วันศุกร์ขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๗ ปีชวด พุทธศักราช ๒๐๓๕ เวลา ๐๘.๒๐ น. ได้ฤกษ์ภรณี (ดาวงอนไถ) ได้โยคมหาอุจจ์”
จากการพิจารณาข้อความที่ปรากฏในสิลาจารึกและจากหนังสือประวัติวัดร่ำเปิง ซึ่งพิมพ์แจกในงานกฐินสามัคคีทอด ณ วัดร่ำเปิง วันเสาร์ที่ 26 พฤศจิกายน 2509 โดยมีผู้เขียน 2 ท่าน คือ ท่านอาจารย์มุกดาอัยยเสน ที่อ้างว่าเขียนจาก คำบอกเล่าของพระยาประชากิจกรจักร์กับหนังประวัติวัดร่ำเปิง พิมพ์ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2514 ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2517 และพิมพ์ครั้งทื่ 3 พ.ศ. 2519 เรียบเรียงโดย นายปวงคำ ตุ้ยเขียว ซึ่งอ้างว่าอาศัยหลักศิลาจารึก และหนังสือคัมภีร์ชินกาลมาลีปกรณ์ พงศาวดารโยก และหนังตำนานเมืองเหนือแล้ว ก็อาจจะประมวลเค้าความให้ต่อเนื่องอยู่ในแนวเดียวกันไว้ว่า แต่เดิมนั้นเป็นวัดเก่าอยู่ก่อนแล้ว และคงมีชื่อว่า ตะโปทารามเพราะพระเจ้ายอดเชียงราย มีพระมเหสีทรงพระนามว่า โปร่งน้อย มีความดีความชอบ รับหน้าที่เป็นประธานดำเนินการสร้างวัดตะโปทารามขึ้นใหม่จนแล้วเสร็จสมบูรณ์ จึงทรงตั้งพระนามเป็นเกียรติแก่พระนางโปร่งน้อยว่า “พระนางอะตะปาเทวี” โดยแปลงรูปคำจาก ตะโป ชื่อวัดเดิม ซึ่งเป็นภาษาบาลีแปลว่า เครื่องเผา ความร้อย ความเพียร ความสำรวม อันหมายถึงธรรมเครื่องเผาบาปให้สิ้น แต่พระองค์คงจะทรงเห็นว่าตะโป หรือตะปามีความหมายไปในทางให้ความร้อย จึงเติม คำว่า “อะ” ลงข้างหน้าให้มีความหมายในทางความเย็นแทน ซึ่งก็ปรากฏว่าพระมเหสีของพระเจ้ายอดเชียงราย มีพระนามเป็นภาษาไทยว่า “พระนางสิริยศวดี” ดังมีปรากฏในหนังสือประวัติวัดร่ำเปิงพิมพ์ครั้งที่ 1 บทเนื้อเรื่องพิเศษว่า “พระศรีสัทธรรมมหาบรมจักรพรรดิ์ธรรมราชบพิตร” (หมายถึง พระเจ้ายอดเชียงราย )มีอัครมเหสี ชื่อ อะตะโปเทวี พระราชโอรสชื่อ ปนัดดา หรือดิลกปนัดดาธิราช หรือพ่อท้าว เมืองแก้วหรือพระยาตาธิปราช พระชนนีของพระองค์ ชื่อพระนางสิริยศวดี หรือพระนางโปร่งน้อย จึงให้สันนิษฐานว่า หลังจากพระเมืองแก้วได้ครองราชสมบัติสืบต่อจากพระเจ้ายอดเชียงรายผู้เป็นราชบิดาแล้วได้ทรงตั้งพระนามให้พระราชชนนีใหม่ว่า พระนางสิริยศวดี ก็ย่อมเป็นได้
สำหรับชื่อวัดร่ำเปิงนั้น ตามข้อความของอาจารย์มุกดา อัยยาเสนที่ถึ้งคำปรากฏของพระเจ้ายอดเชียงราย ว่า “ในขณะที่สร้างวัดพระองค์ทรงรำพึงถึงพระราชบิดา และพระราชมารดาอยากจะให้ทั้งสองพระองค์มีพระชนม์อยู่จะได้ร่วมทำบุญในครั้งนี้ด้วย และเพื่อให้เป็นที่บูชาคุณของทั้งสองพระองค์พระเจ้ายอดเชียงราย จึงทรงตกลงพระทัยให้ชื่อวัดที่สถาปนาขึ้นใหม่นี้ว้า “วัดร่ำเปิง” ซึ่งเป็นภาษาพื้นเมืองเหนือ และตรงกับคำว่า”รำพึง ในภาษากลางอันมีความหมายว่า “คร่ำคราญ ระลึกถึง คนึงหา”
วัดร่ำเปิงหรือวัดตโปทาราม ได้อยู่ในสภาพวัดร้างมาหลายยุคหลายสมัยและเมืองสงครามโลกครั้งที่สอง กองทหารญี่ปุ่นได้เข้ามาครอบครองใช้เป็นที่ปฏิบัติการ ปรากฏว่าได้มีผู้ลักลอบขุดพระธาตุเจดีย์ได้นำเอาพระพุทธรูปและวัตถุโบราณต่าง ไ ไป อุโบสถ และวิหารที่พระเจ้ายอดเชียงรายและพระมเหสีทรงสร้างขึ้นพร้อมกับวัด ได้ชำรุดทรุดโทรมแตกปรักหักพังจนสภาพต่าง ๆ แทบไม่หลงเหลืออยู่เลย
หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองสงบลงแล้ว พวกชาวบ้านที่อพยพหลภัยไปอยู่ที่อื่น ก็ทยอยกันกลับมา สภาพวัดก็ก็ยังขาดการบำรุงรักษาบางครั้งขาดพระจำพรรษา หรอถ้ามีก็เพียงรูปเดียว ต่อมาในปี พ.ศ.2514 เริ่มมีการก่อสร้างพระวิหารขึ้นใหม่แล้ว จึงได้อาราธนาพระภิกณษุชาวบ้านร่ำเปิงรูปหนึ่งชื่อ หลวงปู่จันทร์สม หรือ ครูบาสม มาปกครองดูแลวัดได้ระยะหนึ่งทำให้วิหารแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2516 ต่อมา ท่านถึงแก่มรณภาพ วัดก็ขาดพระจำพรรษาไปจนถึงปลายปี 2517
ส่วนวิหารซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระประธานนั้นไม่อยู่ในสภาพที่จะใช้ประโยชน์ ได้ ต่อ ไป และมีต้นไม้ขึ้นปกคุมอยู่ทั่วไป แผ่นศิลาจารึกได้จมดินอยู่ในวิหาร ครั้งต่อมาในปี พ.ศ. 2484 คณะสงฆ์จังหวัดเชียงใหม่ จึงได้ประชุมตกลงกันให้อัญเชิญพระประธานไปประดิษฐานไว้ ณ ด้านหลังพระวิหารวัดพระสิงห์ในตัวเมืองจังหวัดเชียงใหม่ และได้ร่วมกับกรรมการวัดทั้งผู้มีจิตศรัทธาทั้งหลาย ทำการก่อสร้างพระวิหารขึ้นใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2515
อุโบสถที่มีอยู่ในเวลานี้ได้สร้างขึ้นใหม่ เมื่อปี พ.ศ.2519 โดยมีผู้มีจิตศรัทธาช่วยซ่อมให้ได้ใช้ในการปฏบัติสังฆกรรมมาจนถึงปัจจุบัน สำหรับพระพุทธรูปพระประธานนั้นเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่มีอายุประมาณ 700-800 ปี เป็นศิลาขนาดหน้าตักกว้าง 30 นิ้ว สูง 47 นิ้วโดย จ.ส.ต ประยุทธ ไตรเพียร และคณะ ได้นำถวายไว้เป็นสมบัติของวัดร่ำเปิง เมื่อวันเสาร์ที่ 22 มีนาคม 2518 และมีชื่อว่า หลวงพ่อศรีอโยธยา
พระครูพิพัฒน์คณาภิบาล (ทอง สิริมงคโล) เป็นเจ้าอาวาสวัดเมืองมางและเป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนา ธุระประจำสำสักวัดเมืองมาง ได้ปฏิบัติการเสริญวิปัสสนากรรมฐาน โดยวางโครงการที่จะขายงานวิปัสสนากรรมฐานขึ้นอีกแห่งหนึ่งจึงได้มาจำพรรษาอู่ทีวัดร่ำเปิง หรือ ตโปทารามแห่งนี้ แล้วชักชวนชาวบ้านในท้องถิ่น ตอลดถึงผู้ในบุญทั้งหลาย ช่วยกันบรณะปฏิสังขรณ์ฟื้นฟูขึ้น และได้เปิป้ายสำนักวิปัสสนากรรมฐานวัดร่ำเปิง เมื่อ 15 มีนาคม พ.ศ. 2518 โดยท่านพระครูพิพัฒน์คณาภิบาล (ทอง สิริมงคโล) รักษาการเจ้าอาวาส วัดร่ำเปิง (ตโปทารม) ได้อัญเชิญพระประธาน (หลวงพ่อตะโปพระประธานในพระวิหาร นั้นได้อาราธจากวัดพระสิงหกลับสู่วัดตโปทาราม)เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2518 ตรงกับวันเสาร์ขึ้น 11 ค่ำต่อมาท่านได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสในปี พ.ศ. 2531 และได้พัฒนาก่อสร้างถาวรวัตถุ ตลอดจนซ่อมแซมบูรณะถาวรวัตถุภายในวัดให้เจริญรุ่งเรือง
ในปี พ.ศ. 2533 ท่านได้รับพระราชทานเลื่อนตำแหน่งจากพระครูชั้นพิเศษเป็นพระราชคณะที่ “พระสุพรหมยานเถร” และในปี พ.ศ. 2534 ถึดมาท่านเจ้าพระคุณพระสุพรหมยานเถรได้รับบัญชาจากสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก ให้ไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ณ วัด พระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ วัดร่ำเปิง (ตโปทาราม) จึงได้เจ้าอาวาสองค์ใหม่เป็นผู้ดูแลสืบต่อมา โดยท่าน เจ้าอาวาสรูปใหม่ได้สืบทอดเจตนารมณ์ของท่านเจ้าคุณฯ อดีตเจ้าอาวาสทุกประการพร้อมทั้งได้ก่อสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม 3 ชั้น เพื่อส่งเสริมในด้านพระอภิธรรมอีกทางหนึ่งด้วย วัดร่ำเปิง (ตโปทาราม) เป็นวัดวิปัสสนากรรมฐานทางภาคเหนือที่ทำการอบรมพระกรรมฐานใหนแนวสติปัฎฐาน 4 ปัจจุบันมีชาวไทยและชาวต่างประเทศ เข้ารับการอบรมปฏิบัติต่อเนื่อกันตลอดปีไม่ขาดสายเป็นวัดแห่งแรกที่มีพระไตรปิฏกฉบับล้านนา และได้ชื่อว่าเป็นวัดที่มีพระไตรปิฏกฉบับภาษาต่าง ๆ มากที่สุดในโลก
ตำนานเรื่องพระนางอะตะปาเทวี (ตามคำชาวบ้าน)
ตามที่ได้ฟังชาวบ้านเล่าสืบต่อกันมาว่า
พระเจ้ายอดเชียงราย ทรงมีมเหสีหลายองค์ แต่ทรงรักพระนางอะตะปามาก จึงทำให้เป้นที่ริษยาของผู้อื่น พวกเขาจึงรวบกันกลั่นแกล้งจนพระเจ้ายอดเชียงรายหลงเชื่อ จึงเกลียดพระนางอะตะปา จนคิดาวิธีฆ่าแต่จะทำออกหน้าก็ไม่ได้ จึงหาอุบายขึ้นโดยครั้งหนึ่ง พระเจ้ายอดเชียงรายได้ออกไปล่าสัตว์ พบกวางตัวหนึ่งอยากได้มาก สั่งให้ล้อมไว้ไม่ให้กวางหนีถ้ากวางหลุดออกไปทางผู้ใด ผู้นั้นต้องถูกประหาร (บางตำนานว่า พระเจ้ายอดเชียงรายยิงกวาง แต่พลาดไปถูกพระนางอะตะปาสิ้นพระชนม์) ครั้นประหารพระนางอะตะปาแล้ว พระองค์ทรงคิดได้แล้วเกิดความสลดสังเวชใจ จึงไปนั่งคร่ำครวญแล้วสร้างวัดขึ้นตรงข้ามกับวัดร่ำเปิง ให้ชื่อว่า วัดสังเวช เวลานี้เหลือแต่เจดีย์องค์เดียว
สภาพฐาน และที่ตั้งของวัด
วัดร่ำเปิงตั้งอยู่ด้านหลัง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระหว่างถนนคันคลองชลประทานและถนนอุโมงค์-โป่งน้อย เป็นสำนักอบรมวิปัสสนากรรมฐานเป็นกิจกรรมหลักจนเป็นที่รู้จักแพร่หลายทั้งแก่ชาวไทยและชาวต่างประเทศ มีเนื้อที่ 19 ไร่ 3 งาน 47 ตารางวา ประกอบด้วย อาคาร เสนาสนะ และปูชนียสถาน ปูชนียวัตถุต่างๆได้แก่ เจดีย์ทรงกลม วิหารทรงล้านนา อุโบสถทรงล้านนา หอพระไตรปิฎกทรงล้านนา ศาลาการเปรียญทรงไทยประยุกต์ ศาลาหอฉันทรงไทยประยุกต์ โรงเรียนปริยัติธรรมสูงสามชั้น อาคารปฏิบัติ ศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติสูงสี่ชั้น พิพิธภัณฑ์การพิมพ์พระไตรปิฎก กุฏิกรรมฐาน พระภิกษุและอุบาสก 140 ห้อง กุฏิกรรมฐานแม่ชีและอุบาสิกา 140 ห้อง ที่ล้อมรอบ ด้วยกำแพงอิฐและรอบเขตกรรมฐานชั้นในและกำแพงศิลาแลงรอบเขตกรรมฐานชั้นนอก
สถานะ
วัดร่ำเปิงเป็นวัดสังกัดมหานิกายที่สอนการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ตามหลักสติปัฏฐานสี่ มาตั้งแต่ พ.ศ. 2516 โดย...พระครูพิพัฒน์คณาภิบาล(ทอง สิริมงฺคโล) ปัจจุบันคือพระราชพรหมาจารย์ เจ้าอาวาสองค์ก่อนได้วางรากฐานการปฏิบัติไว้ และในปี พ.ศ. 2533 พระปลัดสุพันธ์ อาจิณฺณสีโล(สุพันธ์ จินาต๊ะ) ปัจจุบันคือพระครูภาวนาวิรัช เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันผู้เป็นศิษย์ ได้สืบทอดเจตนารมณ์นั้นมาจนถึงปัจจุบัน ที่วัดร่ำเปิงได้ขยายพื้นที่การปฏิบัติกรรมฐานด้วยการซื้อที่ดิน และสร้างอาคารปฏิบัติธรรมศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติเพิ่มเติม เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการ ของผู้ปฏิบัติที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น จากการได้รับเลือกเป็นอุทยานการศึกษาในปี พ.ศ. 2542 และได้รับการคัดเลือกเป็น ศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติประจำจังหวัดเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 2543
วัดร่ำเปิง(ตโปทาราม)นอกจากจะเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปในการสอนกรรมฐานแล้ว ยังเป็นที่รู้จักอีกว่าเป็นสาขา (ที่สอง) ของการสอนพระอภิธรรม ของอภิธรมโชติกะวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และกิจกรรมของวัดดำเนินไปได้ด้วยดี เพราะความร่วมมือกันทำงานของบุคลากรของวัด อันประกอบด้วย พระภิกษุ สามเณร แม่ชี และอุบาสกอุบาสิกาประจำ แบ่งหน้าที่กันทำงานตามความสามารถและความเหมาะสมโดยไม่ได้มีการจ้างวานแต่อย่างใด
ในปัจจุบันวัดร่ำเปิง(ตโปทาราม)มีพระภิกษุจำพรรษาอยู่ประมาณ 90-100 รูป สามเณร 30-40 องค์ แม่ชี 60-70 ท่าน และอุบาสก อุบาสิกาที่อยู่ประจำประมาณ 20-30 ท่าน วัดและบุคลากรสามารถรองรับผู้เข้ามาปฏิบัติธรรมชาวไทยได้สูงสุดได้จำนวน 100 ท่าน ผู้ปฏิบัติธรรมชาวต่างประเทศสูงสุดได้จำนวน 30 ท่าน และผู้ปฏิบัติกลุ่มได้สูงสุด จำนวน 300 ท่านมีรายได้เลี้ยงตัวเอง จากการบริจาคของผู้เข้ามาปฏิบัติธรรม ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศและจากพุทธศาสนิกชน/สาธุชนทั่วไป
อาณาเขต และอุปจาระวัด
ทิศเหนือ ติดหมู่บ้านร่ำเปิง ทิศใต้ ติดที่เอกชน ทิศตะวันออก ติดหมู่บ้านและที่เอกชน ทิศตะวันตก ติดถนนสาธารณะ
ปูชนียวัตถุ
1. พระบรมธาตุเจดีย์ ในพงศาวดารโยนก และชิกาลมาลีปกรณ์กล่าวว่า พระยอดเชียงรายโปรดให้สร้างวัดตโปทาราม ในปี พ.ศ. 0235 (ในชินกาลมาลีปกรณ์ ว่าวัดตโปทาราม คือวัดป่าตาล มหาวิหาร) พร้อมสร้างเจดีย์เพื่อบรรจุพระธาตุที่ขุดพบได้ใต้ต้นมะเดื่อ ในบริเวณวัดลักษณะรูปแบบศิลปกรรมของเจดีย์เป็นทรงกลม ตั้งอยู่บนฐาน สี่เหลี่ยม 3 ชั้น ฐานแปดเหลี่ยม 1 ชั้น ฐาน กลม 1 ชั้น แล้วขึ้นมาเป็นชั้นบัวหงายคั่นด้วยลูกแล้วก่อนถึงชั้นกลมอีก 3 ชั้น แต่ละชั้นจะมีซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปโดยรอบจำนวน 8 องค์ ส่วนยอดเป็นองค์ระฆัง ส่วนที่ควรจะเป็นปล้องไฉน ทำเป็นตอกบัวตูม เจดีย์ สูงประมาณ 23 เมตร กว้าง 12.20 x 12.40 เมตร ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานวัดร่ำเปิง ตามประกาศของกรมศิปากร ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 52 ตอนที่ 75 วันที่ 8 มีนาคม 2478 ประกาศ ณ วันที่ 25 มกราคม 2523
2. พระพุทธรูปหลวงพ่อตโป เป็นพระประธานในพระวิหาร สร้างสมัยพระเจ้าเชียงราย พ.ศ. 2035 เป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยทองสัมริดฝีมือช่างล้านนา และสุโขทัย ปางพิชิตมาร หน้าตักกว้าง 59 เซนติเมตร สูง 82 เซนติเมตร ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 พระวิหารเดิมเกิดชำรุดทรุดโทรมจนใช้การไม่ได้ คณะสงฆ์จังหวัดได้ประชุมตกลงกันให้อัญเชิญระประธาน ไป ประดิษฐาน ไว้ ณ ด้านหลังรพระวิหารวัดพระสิงห์ และทำการก่อสร้างพระวิหารขึ้นใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2515 ท่านพระครูพิพัฒน์คณาภิบาล (ทอง สิริมงคโล) รักษาการเจ้าอาวาส ขณะนั้นได้อาราธนา หลวงพ่อตโป จากวัดพระสิงห์ กลับสู่พระวิหารวัดร่ำเปิง เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2518
3. พระพุทธรูปหลวงพ่อศรีอโยธยา เป็นพระประธานในพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูป เก่าแก่มีอายุประมาณ 700-800 ปี หล่อด้วยศิลา ขนาดหน้าตักกว้าง 30 นิ้ว สูง 47 นิ้ว โดย จ.ส.ต. ประยุทธ ไตรเพียร และ คณะได้นำมาถวายไว้เป็นสมบัติของวัดร่ำเปิง เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2518
|