About Us

 

ประวัติวัดร่ำเปิง (ตโปทาราม) 
พระเจ้าติโลกราช กษัตริย์วงศ์มังรายครองเมืองเชียงใหม่องค์ที่ 9 จ.ศ. 804 (พ.ศ. 1985 - 2030) มีพระราชโอรสอันประสูติจากพระมเหสี เพียงพระองค์เดียว คือ ท้าวศรีบุญเรือง เมื่อท้าวศรีบุญเรืองพระชนม์ได้ 20 พรรษา มีคนเพ็ดทูลพระเจ้าติโลกราช ว่าท้าวศรีบุญเรืองเตรียมการจะคิดกบฏ ทำให้ทรงคลางแคลงพระทัย จึงทรงโปรดให้ไปครองเมืองเชียงแสนและเชียงราย ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านในขณะนั้น

ณ เมืองเชียงรายนี้เอง ได้เป็นที่ประสูติของพระเจ้ายอดเชียงราย และโดยเหตุที่ประสูติบนยอดเขาสูงในเชียงราย (ยอดดอกบัว) ท้าวศรีบุญเรืองจึงประทานนามพระโอรส ว่ายอดเชียงราย

ต่อมาพระเจ้าติโลกราชถูกเพ็ดทูลจากนางหอมุขพระสนมเอกว่า ท้าวศรีบุญเรืองเตรียมการก่อกบฏอีก จึงมีพระกระแสรับสั่งให้ปลงพระชนม์พระราชโอรสเสีย และหลังจากนั้นทรงโปรดให้ราชนัดดา คือ พระเจ้ายอดเชียงรายครองเมืองเชียงรายสืบต่อมา

ครั้นถึง พ.ศ. 2030 พระเจ้าติโลกราชเสด็จสวรรคต ราษฎรได้พร้อมใจกันอันเชิญพระเจ้ายอดเชียงรายขึ้นครองเมืองเชียงใหม่ หลังจากที่จัดการบ้านเมืองเป็นที่เรียบร้อย ทรงดำเนินการสอบสวนหาผู้ที่เป็นต้นเหตุยุแหย่ให้ท้าวศรีบุญเรืองพระบิดาต้องสิ้นพระชนม์จนทำให้พระมารดาของพระองค์ตรอมพระทัยถึงกับสติวิปลาส พระองค์ทรงกำหนดโทษให้ประหารชีวิตแก่ผู้ที่เป็นต้นเหตุ แต่โดยที่พระองค์ทรงเลื่อมใสในบวรพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง ภายหลังที่ได้สั่งให้สำเร็จโทษผู้กระทำผิดไปแล้ว ทรงเกรงจะเป็นเวรกรรม จึงทรงดำริที่จะหาทางผ่อนคลายมิให้เป็นบาปกันต่อกันสืบต่อไป

ครั้งนั้นมีพระธุดงค์รูปหนึ่งมาจากต่างเมืองได้ปักกลดอยู่ที่เชิงดอยสุเทพ  ที่ตั้งวัดร่ำเปิงเวลานี้ ได้ทูลพระเจ้ายอดเชียงรายว่า ณ ต้นมะเดื่อไม่ห่างจากที่ท่านปักกลดอยู่เท่าใดนัก ได้มีรัศมีพวยพุ่งขึ้นในยามราตรี สันนิษฐานว่าจะมีพระธาตุประดิษฐานอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง พระเจ้ายอดเชียงรายจึงทรงช้างพระที่นั่งอธิษฐานเสี่ยงทายว่า ถ้ามีพระบรมธาตุประดิษฐานอยู่จริง และพระองค์จะได้ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาสืบต่อไป
แล้วก็ขอให้ช้างพระที่นั่งไปหยุด ณ ที่แห่งนั้น ทรงอธิษฐาน แล้วก็ทรงช้างเสด็จไป ช้างนั้นก็ได้พาพระองค์มาหยุดอยู่ใต้ต้นมะเดื่อ พระองค์จึงได้ขุดรอบๆ ต้นมะเดื่อนั้น ก็ทรงพบพระบรมธาตุเขี้ยวแก้วบรรจุอยู่ในผอบดินแบบเชียงแสน พระองค์จึงทรงทำพิธีสมโภช และอธิษฐานขอเห็นอภินิหารของพระบรมธาตุนั้น จากนั้นจึงบรรจุลงในผอบทอง แล้วนำไปบรรจุไว้ในพระเจดีย์ที่สร้างขึ้นใหม่บริเวณนั้น

พระองค์ได้จารึกประวัติการสร้างวัดลงในศิลาจารึกซึ่งเรียกว่า ศิลาฝักขาม (ตัวหนังสือฝักขาม) ดังมีใจความว่า ìสองพันสามสิบห้าปีจุลศักราชได้แปดร้อยห้าสิบสี่ตัวในปีเต๋าใจ๋ (เหนือ) เดือนวิสาขะไทยว่าเดือนเจ็ดออก (ขึ้น) สามค่ำวันศุกไทย ได้ฤกษ์อันถ้วนสอง ได้โยคชื่อายูสมะ ยามกลองงายแล้วสองลูกนาทีî ซึ่งแปลเป็นภาษาปัจจุบันว่า ìวันศุกร์ขึ้นสามค่ำเดือนเจ็ด ปีชวด พุทธศักราช สองพันสามสิบห้าปี เวลา 08.20 น. ได้ฤกษ์ภรณี (ดาวงอนไถ) ได้โยคมหาอุจจ์î คือ การก่อสร้างวัดได้ส่วนกันทั้งฝ่ายพุทธจักรและอาณาจักร โดยพระองค์ได้ทรงมีพระบัญชาให้พระมเหสีชื่อ พระนางอะตะปาเทวี เป็นผู้ดำเนินการสร้าง พระนางอะตะปาเทวี ได้ประชุมแต่งตั้งกรรมการดังต่อไปนี้

รายนามพระมหาเถระ
1. พระมหาสามีญาณโพธิเจ้า
2. พระมหาเถระสุระสีมหาโพธิเจ้า
3. พระมหาเถระธรรมเสนาปติเจ้า
4. พระมหาเถระสัทธรรมฐิระประสาทเจ้า
5. พระมหาเถระญาณสาครอารามมิตรเจ้า
(ในศิลาจารึกว่ามีประมาณ 100 รูป แต่ปรากฏชื่อเพียง 5 รูป)

รายพระนามและนามผู้สร้างฝ่ายอาณาจักร
1. พระนางอะตะปาเทวี ประธานกรรมการออกแบบดำเนินการสร้าง
2. เจ้าเมืองญี่ เจ้าเมืองเชียงราย ผู้เป็นพระราชปิตุลา
3. พระเจ้าอติวิสุทธ เจ้าหมื่นเมืองตินเชียง
4. เจ้าหมื่นคำพร้ากลาง
5. เจ้าหมื่นธรรมเสนาปติ เมืองจา
6. เจ้าหมื่นหนังสือวิมลกิรติสิงหราชมนตรี
7. เจ้าพันเชิงคดีรัตนปัญโญ
8. เจ้าหมื่นโสม ราชภัณฑ์คริก

ในประวัติไม่ได้บอกชัดว่าใช้เวลาสร้างนานเท่าใด กล่าวแต่ว่าสำเร็จแล้วทุกประการ พร้อมทั้งสร้างพระพุทธรูปเป็นประธาน และพระพุทธรูปตามซุ้มที่พระธาตุเจดีย์กับได้สร้างพระไตรปิฎกและพระราชทานทรัพย์ (นา) เบี้ย (เงิน) ดังปรากฏในศิลาจารึกว่า ìมีราชเขตทั้งหลายอันกฎหมายไว้กับอารามนี้นาสามล้านห้าหมื่นพัน ไว้กับเจดีย์สี่ด้าน สี่แสนเบี้ยไว้กับพระเจ้า             (พระประธาน) ในวิหาร ห้าแสนเบี้ยไว้กับอุโบสถ สี่แสนเบี้ยไว้เป็นจังหัน      (ค่าภัตตาหาร) ล้านห้าแสนห้าหมื่นพันเบี้ยไว้ให้ผู้รักษากิน สองแสนเบี้ยให้ชาวบ้านยี่สิบครัวไว้เป็นผู้ดูแลอุปัฏฐากรักษาวัด

หน้า 1 | 2  [Page]

1359total visits,1visits today