เมื่อเดินจงกรมครบกำหนดแล้ว ให้ต่อด้วยการนั่ง (หรือยืน, นอน) กรรมฐานที่สัมพันธ์กับระยะที่เดินจงกรมต่อไปนี้เลยทันที

✡ การนั่ง (ยืน, นอน) กรรมฐาน ✡
✡ การนั่งกรรมฐาน ✡
การนั่งกรรมฐาน
✡ วิธีการนั่งกรรมฐาน ✡

          การนั่งกรรมฐาน ให้เอามือขวาวางไว้บนมือซ้าย ให้ปลายนิ้วหัวแม่มือชนกัน เอาเท้าซ้ายซุกเข้าไว้ในขาขวา เอาส้นเท้าขวาจรดหน้าแข้งเบื้องซ้าย หรือนั่งขัดสมาธิ ให้ขาขวาวางทาบบนขาซ้าย นั่งตัวตรง หายใจช้าๆ แล้วค่อยๆ หลับตาลง ตัดความกังวลทุกอย่างให้หมด แล้วเอาสติมาไว้ที่ท้องเหนือสะดือ 2 นิ้ว

          เวลาหายใจเข้า ท้องพองออก ให้เอาสติเพ่งพิจารณาอยู่กับอาการพองเพียงอย่างเดียว พร้อมกับบริกรรมในใจว่า พองหนอ

          เวลาหายใจออก ท้องยุบ ก็ให้เอาสติเพ่งพิจารณาอยู่กับอาการยุบเพียงอย่างเดียว พร้อมทั้งบริกรรมในใจว่า ยุบหนอ

          อาการที่ท้องพองและท้องยุบก็คือ รูป ส่วนการที่เราเอาสติคุมจิต เข้าไปรู้อาการพองยุบก็คือ นาม การเอาจิตเข้าไปรู้อาการพอง อาการยุบ ให้เป็นปัจจุบันอย่างสม่ำเสมอ ปฏิบัติไปเรื่อยๆ ก็จะเกิดปัญญา พิจารณาได้ว่าร่างกายของเรานั้น แท้จริงมีแต่รูปกับนามเท่านั้น ไม่มีอย่างอื่นเลย มองเห็นพระไตรลักษณ์ คือ ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ได้ชัดเจนขึ้น เมื่อเวลานั่งไปนานๆ ก็ปวดเมื่อเป็นทุกข์ (ทุกขัง) ก็ต้องมีการเปลี่ยนอิริยาบถ รูปนั่งก็ไม่เที่ยง (อนิจจัง) และเห็นว่า ร่างกายไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่สามารถบังคับบัญชาได้ (อนัตตา) ห้ามไม่ให้ปวด ไม่ให้เมื่อย ห้ามไม่ได้ เพราะฉะนั้น การพิจารณา รูป – นาม เป็นอารมณ์นั้น เราสามารถยกจิตขึ้นสู่ปัญญาได้ตลอดเวลา

          พยายามกำหนดให้ได้ปัจจุบันธรรม คือให้ทำพร้อมๆ กัน เวลาพองก็ให้กำหนดพองพร้อมกัน ถ้ามีอาการพองก่อน แล้วกำหนดทีหลัง ก็ไม่ได้ปัจจุบันธรรม กลายเป็นอดีตไป หรือยังไม่มีอาการพอง แต่ไปกำหนดว่า “พองหนอ” ก็ไม่ได้ปัจจุบันธรรม กลายเป็นอนาคตไป

          ในขณะที่นั่งกรรมฐานอยู่นั้น ถ้ามีเวทนาเกิดขึ้น เช่น เจ็บ, ปวด, เมื่อย, คัน ก็ให้ใช้สติกำหนดอาการนั้นๆ คือ ให้ทิ้ง พอง ยุบ ก่อน แล้วเอาสติไปเพ่งพิจารณาตรงจุดที่มีอาการเจ็บ, ปวด, เมื่อย, คัน กำหนดในใจว่า เจ็บหนอๆๆ, ปวดหนอๆๆ, เมื่อยหนอๆๆ, หรือคันหนอๆๆ แล้วแต่ว่าจะมีเวทนาใดเกิดขึ้น เมื่อจิตรู้ชัดแล้วว่าบัดนี้ทุกขเวทนาได้เกิดขึ้นแล้ว ให้ย้ายสติกลับมาเพ่งพิจารณาที่ท้อง กำหนด พองหนอ ยุบหนอ ต่อไป

          ถ้าเวลาคิดไปถึงเรื่องต่างๆ เช่น คิดถึงบ้าน, คิดถึงการงาน, คิดถึงลูกหลาน เป็นต้น ให้เอาสติกำหนดพิจารณาว่า คิดหนอๆๆ หลังจากหยุดคิดแล้วก็เอาสติกลับมากำหนดที่อาการพอง ยุบ ต่อไป

          ถ้ามีนิวรณ์ธรรม 5 ประการ คือ ชอบใจ, ไม่ชอบใจ, ง่วง, ฟุ้ง, สงสัย อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นในขณะปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นเวลากำลังนั่งกรรมฐาน หรือเดินจงกรมก็ตาม ต้องทิ้งพอง ยุบ เสียก่อน แล้วเอาสติเข้าไปกำหนดที่นิวรณ์นั้นๆ ว่า ชอบหนอๆๆ, ไม่ชอบหนอๆๆ, ง่วงหนอๆๆ, ฟุ้งหนอๆๆ, สงสัยหนอๆๆ  แล้วแต่ว่าจะมีนิวรณ์อย่างใดเกิดขึ้น เมื่อจิตรู้เท่าทันสภาวะของนิวรณ์นั้นๆ อย่างชัดเจนแล้ว ก็ควรละทิ้งนิวรณ์นั้นๆ เสีย แล้วเอาสติกลับมากำหนด พองหนอ ยุบหนอ ต่อไป

          ในลำดับต่อไป ให้เพ่งพิจารณาโดยใช้สติไปกำหนดที่ท้องเหนือสะดือ 2 นิ้ว

          เวลาหายใจเข้า ท้องพองออก ให้เอาสติเพ่งพิจารณาอยู่กับอาการพองเพียงอย่างเดียว พร้อมกับบริกรรมในใจว่า “พองหนอ”

          เวลาหายใจออก ท้องยุบ ให้เอาสติเพ่งพิจารณาอยู่กับอาการยุบเพียงอย่างเดียว พร้อมกับบริกรรมในใจว่า “ยุบหนอ”

          หลังจากนั้น ให้กำหนดสติไปที่ท่านั่ง พิจารณาดูรูปนั่งให้ชัดเจน โดยผู้ปฏิบัติพึงระลึกว่าตนเองกำลังนั่งอยู่ มิได้อยู่ในอิริยาบถอื่น พร้อมทั้งกำหนดว่า นั่งหนอ โดยไม่ต้องไปใส่ใจกับอาการพอง-ยุบ หรือ ลมหายใจเข้า – ออก จะหายใจเข้า – ออกกี่ครั้งก็ได้

          กำหนด “พองหนอ ยุบหนอ นั่งหนอ” เวียนกันไปเช่นนี้ตลอดเวลาที่นั่งสมาธิ แล้วเปลี่ยนอิริยาบถเป็นเดินจงกรมในเวลาที่เท่ากันสลับกันไป

วิธีการกำหนดเวลานั่งสมาธิ ให้กำหนดไปตามลำดับขั้นดังต่อไปนี้
  1. หายใจเข้า ท้องพอง เอาสติไปกำหนดที่ท้องว่า “พองหนอ”
  2. หายใจออก ท้องยุบ เอาสติไปกำหนดที่ท้องว่า “ยุบหนอ”
  3. เอาสติพิจารณาดูรูปนั่งให้ชัดเจน กำหนดว่า “นั่งหนอ”
  4. เอาสติไปเพ่งพิจารณาที่บริเวณ สะโพกขวา โดยนึกภาพกำหนดลักษณะและขนาดของจุดที่กำลังเพ่งพิจารณานั้นให้เป็นวงกลม มีขนาดเท่ากับเหรียญสิบบาท พร้อมทั้งกำหนดในใจว่า “ถูกหนอ”
  5. หายใจเข้า ท้องพอง กำหนดว่า “พองหนอ”
  6. หายใจออก ท้องยุบ กำหนดว่า “ยุบหนอ”
  7. พิจารณาดูรูปนั่ง กำหนดว่า “นั่งหนอ”
  8. เอาสติไปเพ่งพิจารณาที่บริเวณ สะโพกซ้าย กำหนดว่า “ถูกหนอ”

ให้กำหนดตั้งแต่ข้อ 1 ถึงข้อ 8 แล้วเวียนกลับไปข้อ 1 ถึง 8 ใหม่ เวียนกันไปเช่นนี้ตลอดเวลาที่นั่งกรรมฐาน แล้วเปลี่ยนอิริยาบถเป็นเดินจงกรมในเวลาที่เท่ากัน สลับกันไป

  1. หายใจเข้า ท้องพอง           กำหนดว่า “พองหนอ”
  2. หายใจออก ท้องยุบ           กำหนดว่า “ยุบหนอ”
  3. พิจารณาดูรูปนั่ง           กำหนดว่า “นั่งหนอ”
  4. เอาสติไปเพ่งพิจารณาที่ ก้นย้อยขวา           กำหนดว่า “ถูกหนอ”
  5. หายใจเข้า ท้องพอง           กำหนดว่า “พองหนอ”
  6. หายใจออก ท้องยุบ           กำหนดว่า “ยุบหนอ”
  7. พิจารณาดูรูปนั่ง           กำหนดว่า “นั่งหนอ”
  8. เอาสติไปเพ่งพิจารณาที่ ก้นย้อยซ้าย           กำหนดว่า “ถูกหนอ”
  9. หายใจเข้า ท้องพอง           กำหนดว่า “พองหนอ”
  10. หายใจออก ท้องยุบ           กำหนดว่า “ยุบหนอ”
  11. พิจารณาดูรูปนั่ง           กำหนดว่า “นั่งหนอ”
  12. เอาสติไปเพ่งพิจารณาที่ เข่าพับขวา           กำหนดว่า “ถูกหนอ”
  13. หายใจเข้า ท้องพอง           กำหนดว่า “พองหนอ”
  14. หายใจออก ท้องยุบ           กำหนดว่า “ยุบหนอ”
  15. พิจารณาดูรูปนั่ง           กำหนดว่า “นั่งหนอ”
  16. เอาสติไปเพ่งพิจารณาที่ เข่าพับซ้าย           กำหนดว่า “ถูกหนอ”

ให้กำหนดตั้งแต่ข้อ 1 ถึง 24 แล้วเวียนกลับไป ข้อ 1 ถึง 24 ใหม่ จนครบเวลาปฏิบัติ

กำหนดจุดต่างๆ เรียงไปตามลำดับตั้งแต่ข้อ 1 ถึง 24 และกำหนดเพิ่มเติมดังต่อไปนี้

  1. หายใจเข้า ท้องพอง           กำหนดว่า “พองหนอ”
  2. หายใจออก ท้องยุบ           กำหนดว่า “ยุบหนอ”
  3. พิจารณาดูรูปนั่ง           กำหนดว่า “นั่งหนอ”
  4. เอาสติไปเพ่งพิจารณาที่ ตาตุ่มนอกขวา กำหนดว่า “ถูกหนอ”
  5. หายใจเข้า ท้องพอง           กำหนดว่า “พองหนอ”
  6. หายใจออก ท้องยุบ           กำหนดว่า “ยุบหนอ”
  7. พิจารณาดูรูปนั่ง           กำหนดว่า “นั่งหนอ”
  8. เอาสติไปเพ่งพิจารณาที่ ตาตุ่มนอกซ้าย กำหนดว่า “ถูกหนอ”

ให้กำหนดตั้งแต่ข้อ 1 ถึง 24 แล้วเวียนกลับไป ข้อ 1 ถึง 24 ใหม่ จนครบเวลาปฏิบัติ

✡ แสดงจุดทั้งหมดที่กำหนดด้วยสติเวลานั่ง (ยืน, นอน) ✡
✡ กรรมฐาน 28 จุด ✡
✡ จุดในการนั่ง (ยืน, นอน) กรรมฐาน 28 จุด คือ ✡
จุดที่
1, 2
สะโพก
2 จุด
3, 4
ก้นย้อย
2 จุด
5, 6
เข่าพับ
2 จุด
7, 8
ตาตุ่มนอก
2 จุด
9, 10
หลังเท้า
2 จุด
11, 12
เข่านอก
2 จุด
13, 14
หน้าขา
2 จุด
15, 16
โคนขาหนีบ
2 จุด
17 – 22
ไขว้หน้า
6 จุด
23 – 28
ไขว้หลัง
6 จุด