1. สติอยู่กับอาการของกายที่กำลังลุกขึ้น กำหนด ขึ้นหนอ 3 ครั้ง เมื่อกายยืนตั้งตรง มือวางบนหน้าขา แล้วกำหนดศีรษะตรวจดูคอ ไหล่ และหลัง ที่ตั้งตรงตามธรรมชาติลงไปปลายเท้า กำหนดว่า ยืนหนอ 3 ครั้ง จากปลายเท้าขึ้นไปบนศีรษะ กำหนดว่า ยืนหนอ 1 ครั้ง และจากศีรษะลงไปปลายเท้า กำหนดว่า ยืนหนอ 1 ครั้ง แล้วทอดสายตาลงบนพื้น ห่างจากเท้า 2 – 3 เมตร
การเดินจงกรม
  1. สติอยู่ที่มือซ้าย ยกขึ้นมาข้างหน้าเล็กน้อย กำหนด ยกหนอ 1 ครั้ง ย้ายมือไปข้างหลัง กำหนด ไปหนอ 1 ครั้ง วางมือลงบนสะโพกหลังด้านบน กำหนด ถูกหนอ 1 ครั้ง (สติอยู่ที่มือขวาแล้วทำเช่นกัน) เมื่อมือขวาวางบนมือซ้าย ให้มือซ้ายจับมือขวาไว้เบาๆ หรือ สติอยู่ที่มือซ้าย ยกขึ้นมาข้างหน้าเล็กน้อยกำหนด ยกหนอ 1 ครั้ง ย้ายมือไปข้างหน้า กำหนด ไปหนอ 1 ครั้ง วางมือลงบนหน้าท้อง กำหนด ถูกหนอ 1 ครั้ง (สติอยู่ที่มือขวาแล้วทำเช่นเดียวกัน) เมื่อมือขวาวางบนหลังมือซ้ายแล้วจับมือซ้ายไว้เบาๆ
  2. สติอยู่ที่เท้าขวา ยกเท้าขวาเลื่อนไปแล้ววางลงอย่างต่อเนื่อง กำหนดว่า ขวาย่างหนอ 1 ครั้ง สติอยู่ที่เท้าซ้าย ทำเช่นเดียวกัน กำหนด ซ้ายย่างหนอ 1 ครั้ง เดินและกำหนดไปอย่างช้าๆ และต่อเนื่องสุดทางเดิน ก้าวสุดท้ายให้ชิดกัน กำหนด หยุดหนอ 3 ครั้ง
  1. สติอยู่ที่กายยืนตั้งตรง กำหนด ยืนหนอ 3 ครั้ง สติอยู่ที่ส้นเท้าขวา ใช้เป็นศูนย์กลางหมุนปลายเท้าไปทางขวามือ 90 องศา กำหนด กลับหนอ 1 ครั้ง ยกเท้าซ้าย ตามไปชิด กำหนด กลับหนอ 1 ครั้ง (ทำซ้ำอีก 1 ครั้ง) แล้วมีสติที่กายตั้งตรง กำหนด ยืนหนอ 3 ครั้ง
✡ การเดินจงกรม 6 ระยะ ปรากฏดังภาพดังต่อไปนี้ ✡
ภาพการเดินจงกรม 6 ระยะ
การเดินจงกรม 6 ระยะ
✡ หัวใจของการปฏิบัติ ✡

          คือการอยู่กับปัจจุบัน ต่อเนื่องและเชื่องช้า เมื่อกราบสติปัฏฐานเสร็จ ให้ลุกขึ้นแล้วเดินจงกรม โดยให้กำหนดรู้อาการเคลื่อนไหวขณะที่ลุกขึ้นอย่างช้าๆ แล้วเดินจงกรมต่อทันที ประโยชน์ของการเดินจงกรมกล่าวไว้มีอยู่ 5 ประการ

    1. อดทนต่อการเดินทางไกล
    2. อดทนต่อการทำงานหนัก
    3. การย่อยอาหารเป็นไปได้ดี
    4. สุขภาพดี ขับโรค ขับลม
    5. สมาธิในการนั่งกรรมฐานหลังจากการเดินจงกรมจะตั้งมั่นได้นาน

   ดังนั้น นักปฏิบัติทั้งหลาย ขออย่าให้ละเลยการเดินจงกรมก่อนที่จะนั่งสมาธิทุกครั้ง