การลงทะเบียนเข้าปฏิบัติธรรม

รายละเอียดที่ควรทราบในการเข้ามาปฏิบัติธรรม

  • ลงทะเบียนเข้าปฏิบัติธรรมที่สำนักงานศาลาธรรม (นักปฏิบัติธรรมหญิง) หรือที่สำนักงานสงฆ์ (นักปฏิบัติธรรมชาย)  เวลา 07:00 - 08:00 น.  ทุกวัน ยกเว้นวันพระ
  • พิธีรับพระกรรมฐาน และรับศีล 8    เวลา 09:00 น. ของทุกวัน ยกเว้นวันพระ
  • พิธีลาศีล 8 (กลับบ้าน) และรับศีล 5  เวลา 06:15 น. (หลังทำวัตรเช้า) ของทุกวัน

 

สิ่งที่ต้องเตรียมมา

  1. บัตรประชาชนตัวจริง หรือมีบุคคลที่เชื่อถือได้มารับรอง
  2. เสื้อ-ผ้าถุง หรือกางเกงขายาว-ผ้าสไบสีขาวสำหรับนักปฏิบัติธรรมหญิง ห้ามใส่เสื้อคอกว้าง-รัดรูป-แขนกุด เอวลอย, เสื้อ-กางเกงขายาวสีขาว สำหรับนักปฏิบัติธรรมชาย
  3. ของใช้จำเป็นส่วนตัว เช่น สบู่, แปรงสีฟัน, ยาสีฟัน, ผ้าเช็ดตัว,รองเท้าแตะ ฯลฯ (ไม่จำเป็นต้องเป็นสีขาว)
  4. อื่นๆ เช่น นาฬิกาปลุก (ไม่อนุญาตให้ใช้โทรศัพท์มือถือเป็นนาฬิกาปลุก), เข็มกลัดซ่อนปลาย, เสื้อซับในสีขาว (สำหรับนักปฏิบัติธรรมหญิงสวมทับเสื้อชั้นในให้ดูเรียบร้อย) กระโปรงซับในขาว (กรณีเมื่อนุ่งผ้าถุง)

 

สิ่งที่ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดในระหว่างอยู่ปฏิบัติธรรม

  1. ห้ามสวมเครื่องประดับตกแต่งร่างกาย, ห้ามนำของมีค่า-เครื่องประดับติดตัวมา เช่น สร้อยพระ แหวน กำไล
  2. งดการใช้โทรศัพท์มือถือในระหว่างการปฏิบัติธรรม หากนำมาด้วยต้องฝากไว้ที่เจ้าหน้าที่สำนักงานเท่านั้น และไม่ติดต่อกับใครๆ ตลอดเวลาที่อยู่ปฏิบัติธรรม
  3. ห้ามใช้เครื่องสำอาง-ของหอม ตกแต่งใบหน้าและร่างกาย และให้เก็บ-มัดรวบผมให้เรียบร้อย
  4. เพื่อความสะดวกสบายในขณะอยู่ปฏิบัติธรรม ควรสวมรองเท้าแตะไม่มีส้น
  5. เพื่อเป็นการไม่เสียเวลาในการปฏิบัติฯ ทางวัดได้จัดเตรียมอาหารตามความเหมาะสมให้ทั้งมื้อเช้าและกลางวันดังนั้นจึงไม่อนุญาตให้ออกไปซื้ออาหารหรือปรุงอาหารทานเอง
  6. ผู้ปฏิบัติฯ สามารถซื้อของใช้ที่จำเป็นได้ที่ร้านค้าสวัสดิการของวัด
  7. ไม่อนุญาตให้ผู้ปฏิบัติฯ ออกไปนอกบริเวณวัดโดยเด็ดขาด หากมีความจำเป็นจริงๆ จะต้องได้รับอนุญาตจากพระอาจารย์ผู้สอบอารมณ์เป็นลายลักษณ์อักษร และนำหลักฐานมาแจ้งต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานก่อนทุกครั้ง
  8. ต้องเข้าร่วมปฏิบัติธรรมพร้อมกันทุกวัน เวลา 04:30 น. 13:00 น. และ 18:00 น. นอกจากได้รับการยกเว้นจากพระอาจารย์ผู้สอบอารมณ์
  9. ห้ามจับกลุ่มคุยกัน ไม่ว่าจะเป็นภายในห้องพักหรือบริเวณอื่นๆ ในวัด ไม่ว่ากับโยคีด้วยกัน หรือกับพระ-เณร-แม่ชี ภายในวัด เพราะจะทำให้เสียอารมณ์การปฏิบัติ ให้สำรวมกิริยามารยาท ไม่พูดคุยเสียงดัง และห้ามการเรี่ยไร การทรงเจ้า และดูดวงทุกชนิด
  10. หากมีเพื่อนหรือญาติมาเยี่ยม ห้ามพากันไปพูดคุยภายในที่พัก/ห้องพัก และไม่ควรพูดคุยกันเกิน 30 นาที ห้ามพาบุคคลภายนอกเข้าพักหรืออาศัยในกุฏิ/ห้องพัก และห้ามบุคคลต่างเพศเข้าไปในกุฏิ/ห้องพักโดยเด็ดขาด
  11. หากเจ็บป่วยหรือไม่สบาย ควรแจ้งพระพี่เลี้ยง (สำหรับโยคีชาย) แม่ชีพี่เลี้ยง (สำหรับโยคีหญิง) หรือแจ้งเจ้าหน้าที่สำนักงาน
  12. หากมีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติให้เรียนปรึกษากับพระอาจารย์ผู้สอบอารมณ์ หรือแจ้งเจ้าหน้าที่สำนักงานเท่านั้น งดการพูดคุย ทักทายหรือส่งอารมณ์กันเองโดยเด็ดขาด
  13. ในระหว่างอยู่ปฏิบัติธรรมตามหลักสูตรนี้ ไม่อนุญาตให้นำวิธีการปฏิบัติแบบอื่นมาปฏิบัติ
  14. ต้องเข้าสอบอารมณ์ทุกวัน ตามวันและสถานที่ที่จัดให้กับพระวิปัสสนาจารย์เท่านั้น และต้องปฏิบัติตามคำสอนของพระวิปัสสนาจารย์โดยเคร่งครัด
  15. กำหนดระยะเวลาที่อยู่ปฏิบัติธรรมที่วัด อยู่อย่างน้อย 3 คืนขึ้นไป นานที่สุด 1 เดือน
  16. ถ้าไม่ทำตามระเบียบนี้ เจ้าหน้าที่ของวัดมีสิทธิ์ให้ออก และจะไม่รับพิจารณาเข้าอยู่วัดในครั้งต่อไป

 

หมายเหตุ: เวลาทำการของสำนักงาน คือ 07:00 - 17:00 น.  (พัก 10.30 - 12.00 น.)

วิปัสสนาจารย์

พระภาวนาธรรมาภิรัช วิ.
พระภาวนาธรรมาภิรัช วิ.
วิปัสสนาจารย์
วิปัสสนาจารย์
แม่ชี วีรวรรณ สู่สุข
แม่ชี วีรวรรณ สู่สุข
แม่ชี คันธรส สุวรรณศิลป์
แม่ชี คันธรส สุวรรณศิลป์
พระภาวนาธรรมาภิรัช วิ.
พระภาวนาธรรมาภิรัช วิ.
วิปัสสนาจารย์
พระครูวินัยธรอินจันทร์ กนฺโตภาโส
พระครูวินัยธรอินจันทร์ กนฺโตภาโส
วิปัสสนาจารย์
พระสมุห์อำนวยศิลป์ สีลสํวโร
พระสมุห์อำนวยศิลป์ สีลสํวโร
วิปัสสนาจารย์
พระภิกษุณี อคฺคญาณี
พระภิกษุณี อคฺคญาณี
วิปัสสนาจารย์
แม่ชีวีรวรรณ สู่สุข
แม่ชีวีรวรรณ สู่สุข
ผู้ช่วยวิปัสสนาจารย์
แม่ชี คันธรส สุวรรณศิลป์
แม่ชี คันธรส สุวรรณศิลป์
ผู้ช่วยวิปัสสนาจารย์
previous arrow
next arrow

 

พิธีรับพระกรรมฐาน

พิธีรับพระกรรมฐาน

     ทางวัดได้กำหนดพิธีรับพระกรรมฐานในเวลา 09.00 น. ของทุกวัน เว้นวันพระ ดังนั้นผู้ที่จะเข้ามาปฏิบัติธรรมที่วัด จะต้องเดินทางมาก่อนเวลาไม่น้อยกว่า 30 นาที เพื่อมาลงทะเบียนกับเจ้าหน้าที่ของวัด และเก็บสัมภาระเข้าห้องและเตรียมตัวเข้าพิธีตามเวลา ถ้าหากว่ามาหลังจาก 08.00 น. จะต้องเข้าพิธีรับพระกรรมฐานในวันต่อไป

     สำหรับพิธีรับพระกรรมฐานนั้น ทางวัดจะมีเจ้าหน้าที่นำให้ทุกขั้นตอนจนเสร็จพิธี แล้วพระวิปัสสนาจารย์จะให้โอวาทและหลักการปฏิบัติเบื้องต้น ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 60 นาที จากนั้นเจ้าหน้าที่ฝ่ายสาธิตจะสอนวิธีกราบสติปัฏฐาน เดินจงกรม นั่งกรรมฐาน และการกำหนดในเบื้องต้นตามลำดับไป จนผู้เข้าปฏิบัติสามารถทำได้ด้วยตนเองแล้วให้มาส่งหรือสอบอารมณ์กับพระวิปัสสนาจารย์ในวันต่อไป

พิธีลาศีล

     เมื่อผู้ปฏิบัติเข้ามาครบตามกำหนดเวลาที่ได้แจ้งไว้ หรือปฏิบัติจบแล้ว มีความประสงค์จะกลับ ทางวัดจะทำพิธีลาศีลให้ (ลาศีล 8 มาถือศีล 5 ตามปกติ)  ในเวลา 06.15 น. ของทุกวัน  และจะมีเจ้าหน้าที่นำให้เช่นเดียวกัน

หมายเหตุ :      

  • พิธีรับพระกรรมฐาน 09.00 น. (เว้นวันพระ)
  • ลาศีล 06.15 น. ของทุกวัน
  • สำนักงานวัด เปิดทำการ 07.00 - 17.00 น. ทุกวัน (พัก 10.30 - 12.00 น.)
การกราบสติปัฏฐาน

การกราบสติปัฏฐานการกราบสติปัฏฐาน

  1. คุกเข่าในท่าเทพบุตรสำหรับชายและเทพธิดาสำหรับหญิง เก็บนิ้วและวางมือไว้บนหน้าขา สติอยู่กับกายทั้งหมด กำหนดในใจว่า นั่งหนอ 3 ครั้ง


  1. ให้สติจับอยู่ที่การเคลื่อนไหวของมือขวา พลิกมือตั้งขึ้น กำหนดในใจว่า พลิกหนอ 3 ครั้ง ยกมือขึ้นกำหนด ขึ้นหนอ 3 ครั้ง มือจรดถูกกลางอกกำหนด ถูกหนอ 3 ครั้ง (มือซ้ายทำเช่นกัน) จนมือประกบกันอยู่กลางอก


  1. สติอยู่ที่มือทั้งสอง ยกมือขึ้นแล้วกำหนดว่า ขึ้นหนอ 3 ครั้ง หัวแม่มือจรดระหว่างคิ้วกำหนดว่า ถูกหนอ 3 ครั้ง ลดลงมากำหนดว่า ลงหนอ 3 ครั้ง มืดจรดหน้าอกว่า ถูกหนอ 3 ครั้ง

  1. สติอยู่ที่กายส่วนบนค่อยโน้มกายลงกำหนดว่า ก้มหนอ 3 ครั้ง จนกายอยู่ในระดับที่มือพอเหยียดถึงพื้นข้างหน้าได้
  1. สติอยู่ที่มือขวา ลดมือขวาลง กำหนดว่า ลงหนอ 3 ครั้ง เมื่อมือขวาถูกพื้น กำหนดว่า ถูกหนอ 3 ครั้ง แล้วคว่ำมือลง กำหนดว่า คว่ำหนอ 3 ครั้ง (มือซ้ายทำเช่นกัน) ให้มือทั้งสองห่างกันขนาดที่หัวแม่มือทั้งสองพอแตะถึงกันได้

  1. สติอยู่ที่กายส่วนบนอีกครั้ง ค่อยโน้มตัวลงไปกำหนดว่า ก้มหนอ 3 ครั้ง หน้าผากแตะมือทั้งสอง กำหนดว่า ถูกหนอ 3 ครั้ง จนแขนทั้งสองเหยียดตรง

<

  1. สติจับที่มือขวาพลิกมือขึ้น กำหนดว่า พลิกหนอ 3 ครั้ง ยกมือขึ้นกำหนด ขึ้นหนอ 3 ครั้ง มือจรดถูกกลางอก กำหนด ถูกหนอ 3 ครั้ง (มือซ้ายทำเช่นกัน) จนมือประกบกัน พนามอยู่กลางอกอีกครั้งหนึ่ง

  1. สติอยู่ที่มือทั้งสองแล้วทำตามข้อ 3 – 7 ซ้ำอีก 2 ครั้ง
  2. สติอยู่ที่มือทั้งสองแล้วทำตามข้อ 3 อีก 1 ครั้ง
  3. สติอยู่ที่มือขวา ลดมือขวาวางบนหน้าขากำหนดว่า ลงหนอ 3 ครั้ง เมื่อมือถูกหน้าขากำหนดว่า ถูกหนอ 3 ครั้ง แล้วคว่ำมือลงกำหนดว่า คว่ำหนอ 3 ครั้ง (มือซ้ายทำเช่นกัน) จบตรงท่านั่งเดิมที่เริ่มต้นคือ ท่าเทพบุตรหรือท่าเทพธิดา ที่วางมือไว้บนหน้าทั้งสองข้าง สติอยู่กับกายทั้งหมด แล้วกำหนด นั่งหนอ 3 ครั้ง หลังจากนั้นให้ต่อด้วยการลุกขึ้นยืน เพื่อเริ่มเดินจงกรมต่อไป

การเดินจงกรม

เดินจงกรม

  1. สติอยู่กับอาการของกายที่กำลังลุกขึ้น กำหนด ขึ้นหนอ 3 ครั้ง เมื่อกายยืนตั้งตรง มือวางบนหน้าขา แล้วกำหนดศีรษะตรวจดูคอ ไหล่ และหลัง ที่ตั้งตรงตามธรรมชาติลงไปปลายเท้า กำหนดว่า ยืนหนอ 3 ครั้ง จากปลายเท้าขึ้นไปบนศีรษะ กำหนดว่า ยืนหนอ 1 ครั้ง และจากศีรษะลงไปปลายเท้า กำหนดว่า ยืนหนอ 1 ครั้ง แล้วทอดสายตาลงบนพื้น ห่างจากเท้า 2 - 3 เมตร

การเดินจงกรม

  1. สติอยู่ที่มือซ้าย ยกขึ้นมาข้างหน้าเล็กน้อย กำหนด ยกหนอ 1 ครั้ง ย้ายมือไปข้างหลัง กำหนด ไปหนอ 1 ครั้ง วางมือลงบนสะโพกหลังด้านบน กำหนด ถูกหนอ 1 ครั้ง (สติอยู่ที่มือขวาแล้วทำเช่นกัน) เมื่อมือขวาวางบนมือซ้าย ให้มือซ้ายจับมือขวาไว้เบาๆ หรือ สติอยู่ที่มือซ้าย ยกขึ้นมาข้างหน้าเล็กน้อยกำหนด ยกหนอ 1 ครั้ง ย้ายมือไปข้างหน้า กำหนด ไปหนอ 1 ครั้ง วางมือลงบนหน้าท้อง กำหนด ถูกหนอ 1 ครั้ง (สติอยู่ที่มือขวาแล้วทำเช่นเดียวกัน) เมื่อมือขวาวางบนหลังมือซ้ายแล้วจับมือซ้ายไว้เบาๆ
  2. สติอยู่ที่เท้าขวา ยกเท้าขวาเลื่อนไปแล้ววางลงอย่างต่อเนื่อง กำหนดว่า ขวาย่างหนอ 1 ครั้ง สติอยู่ที่เท้าซ้าย ทำเช่นเดียวกัน กำหนด ซ้ายย่างหนอ 1 ครั้ง เดินและกำหนดไปอย่างช้าๆ และต่อเนื่องสุดทางเดิน ก้าวสุดท้ายให้ชิดกัน กำหนด หยุดหนอ 3 ครั้ง

  1. สติอยู่ที่กายยืนตั้งตรง กำหนด ยืนหนอ 3 ครั้ง สติอยู่ที่ส้นเท้าขวา ใช้เป็นศูนย์กลางหมุนปลายเท้าไปทางขวามือ 90 องศา กำหนด กลับหนอ 1 ครั้ง ยกเท้าซ้าย ตามไปชิด กำหนด กลับหนอ 1 ครั้ง (ทำซ้ำอีก 1 ครั้ง) แล้วมีสติที่กายตั้งตรง กำหนด ยืนหนอ 3 ครั้ง

 
การเดินจงกรม 6 ระยะ ปรากฏดังภาพดังต่อไปนี้

ภาพการเดินจงกรม 6 ระยะ

การเดินจงกรม 6 ระยะ

 
หัวใจของการปฏิบัติ

คือการอยู่กับปัจจุบัน ต่อเนื่องและเชื่องช้า เมื่อกราบสติปัฏฐานเสร็จ ให้ลุกขึ้นแล้วเดินจงกรม โดยให้กำหนดรู้อาการเคลื่อนไหวขณะที่ลุกขึ้นอย่างช้าๆ แล้วเดินจงกรมต่อทันที ประโยชน์ของการเดินจงกรมกล่าวไว้มีอยู่ 5 ประการ

    1. อดทนต่อการเดินทางไกล
    2. อดทนต่อการทำงานหนัก
    3. การย่อยอาหารเป็นไปได้ดี
    4. สุขภาพดี ขับโรค ขับลม
    5. สมาธิในการนั่งกรรมฐานหลังจากการเดินจงกรมจะตั้งมั่นได้นาน

   ดังนั้น นักปฏิบัติทั้งหลาย ขออย่าให้ละเลยการเดินจงกรมก่อนที่จะนั่งสมาธิทุกครั้ง

การนั่งกรรมฐาน

          เมื่อเดินจงกรมครบกำหนดแล้ว ให้ต่อด้วยการนั่ง (หรือยืน, นอน) กรรมฐานที่สัมพันธ์กับระยะที่เดินจงกรมต่อไปนี้เลยทันที

การนั่ง (ยืน, นอน) กรรมฐาน

 
การนั่งกรรมฐาน

การนั่งกรรมฐาน

 
วิธีการนั่งกรรมฐาน

   การนั่งกรรมฐาน ให้เอามือขวาวางไว้บนมือซ้าย ให้ปลายนิ้วหัวแม่มือชนกัน เอาเท้าซ้ายซุกเข้าไว้ในขาขวา เอาส้นเท้าขวาจรดหน้าแข้งเบื้องซ้าย หรือนั่งขัดสมาธิ ให้ขาขวาวางทาบบนขาซ้าย นั่งตัวตรง หายใจช้าๆ แล้วค่อยๆ หลับตาลง ตัดความกังวลทุกอย่างให้หมด แล้วเอาสติมาไว้ที่ท้องเหนือสะดือ 2 นิ้ว

     เวลาหายใจเข้า ท้องพองออก ให้เอาสติเพ่งพิจารณาอยู่กับอาการพองเพียงอย่างเดียว พร้อมกับบริกรรมในใจว่า พองหนอ

     เวลาหายใจออก ท้องยุบ ก็ให้เอาสติเพ่งพิจารณาอยู่กับอาการยุบเพียงอย่างเดียว พร้อมทั้งบริกรรมในใจว่า ยุบหนอ

     อาการที่ท้องพองและท้องยุบก็คือ รูป ส่วนการที่เราเอาสติคุมจิต เข้าไปรู้อาการพองยุบก็คือ นาม การเอาจิตเข้าไปรู้อาการพอง อาการยุบ ให้เป็นปัจจุบันอย่างสม่ำเสมอ ปฏิบัติไปเรื่อยๆ ก็จะเกิดปัญญา พิจารณาได้ว่าร่างกายของเรานั้น แท้จริงมีแต่รูปกับนามเท่านั้น ไม่มีอย่างอื่นเลย มองเห็นพระไตรลักษณ์ คือ ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ได้ชัดเจนขึ้น เมื่อเวลานั่งไปนานๆ ก็ปวดเมื่อเป็นทุกข์ (ทุกขัง) ก็ต้องมีการเปลี่ยนอิริยาบถ รูปนั่งก็ไม่เที่ยง (อนิจจัง) และเห็นว่า ร่างกายไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่สามารถบังคับบัญชาได้ (อนัตตา) ห้ามไม่ให้ปวด ไม่ให้เมื่อย ห้ามไม่ได้ เพราะฉะนั้น การพิจารณา รูป - นาม เป็นอารมณ์นั้น เราสามารถยกจิตขึ้นสู่ปัญญาได้ตลอดเวลา

     พยายามกำหนดให้ได้ปัจจุบันธรรม คือให้ทำพร้อมๆ กัน เวลาพองก็ให้กำหนดพองพร้อมกัน ถ้ามีอาการพองก่อน แล้วกำหนดทีหลัง ก็ไม่ได้ปัจจุบันธรรม กลายเป็นอดีตไป หรือยังไม่มีอาการพอง แต่ไปกำหนดว่า “พองหนอ” ก็ไม่ได้ปัจจุบันธรรม กลายเป็นอนาคตไป

     ในขณะที่นั่งกรรมฐานอยู่นั้น ถ้ามีเวทนาเกิดขึ้น เช่น เจ็บ, ปวด, เมื่อย, คัน ก็ให้ใช้สติกำหนดอาการนั้นๆ คือ ให้ทิ้ง พอง ยุบ ก่อน แล้วเอาสติไปเพ่งพิจารณาตรงจุดที่มีอาการเจ็บ, ปวด, เมื่อย, คัน กำหนดในใจว่า เจ็บหนอๆๆ, ปวดหนอๆๆ, เมื่อยหนอๆๆ, หรือคันหนอๆๆ แล้วแต่ว่าจะมีเวทนาใดเกิดขึ้น เมื่อจิตรู้ชัดแล้วว่าบัดนี้ทุกขเวทนาได้เกิดขึ้นแล้ว ให้ย้ายสติกลับมาเพ่งพิจารณาที่ท้อง กำหนด พองหนอ ยุบหนอ ต่อไป

     ถ้าเวลาคิดไปถึงเรื่องต่างๆ เช่น คิดถึงบ้าน, คิดถึงการงาน, คิดถึงลูกหลาน เป็นต้น ให้เอาสติกำหนดพิจารณาว่า คิดหนอๆๆ หลังจากหยุดคิดแล้วก็เอาสติกลับมากำหนดที่อาการพอง ยุบ ต่อไป

     ถ้ามีนิวรณ์ธรรม 5 ประการ คือ ชอบใจ, ไม่ชอบใจ, ง่วง, ฟุ้ง, สงสัย อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นในขณะปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นเวลากำลังนั่งกรรมฐาน หรือเดินจงกรมก็ตาม ต้องทิ้งพอง ยุบ เสียก่อน แล้วเอาสติเข้าไปกำหนดที่นิวรณ์นั้นๆ ว่า ชอบหนอๆๆ, ไม่ชอบหนอๆๆ, ง่วงหนอๆๆ, ฟุ้งหนอๆๆ, สงสัยหนอๆๆ  แล้วแต่ว่าจะมีนิวรณ์อย่างใดเกิดขึ้น เมื่อจิตรู้เท่าทันสภาวะของนิวรณ์นั้นๆ อย่างชัดเจนแล้ว ก็ควรละทิ้งนิวรณ์นั้นๆ เสีย แล้วเอาสติกลับมากำหนด พองหนอ ยุบหนอ ต่อไป

     ในลำดับต่อไป ให้เพ่งพิจารณาโดยใช้สติไปกำหนดที่ท้องเหนือสะดือ 2 นิ้ว

     เวลาหายใจเข้า ท้องพองออก ให้เอาสติเพ่งพิจารณาอยู่กับอาการพองเพียงอย่างเดียว พร้อมกับบริกรรมในใจว่า “พองหนอ”

     เวลาหายใจออก ท้องยุบ ให้เอาสติเพ่งพิจารณาอยู่กับอาการยุบเพียงอย่างเดียว พร้อมกับบริกรรมในใจว่า “ยุบหนอ”

     หลังจากนั้น ให้กำหนดสติไปที่ท่านั่ง พิจารณาดูรูปนั่งให้ชัดเจน โดยผู้ปฏิบัติพึงระลึกว่าตนเองกำลังนั่งอยู่ มิได้อยู่ในอิริยาบถอื่น พร้อมทั้งกำหนดว่า นั่งหนอ โดยไม่ต้องไปใส่ใจกับอาการพอง-ยุบ หรือ ลมหายใจเข้า - ออก จะหายใจเข้า - ออกกี่ครั้งก็ได้

     กำหนด “พองหนอ ยุบหนอ นั่งหนอ” เวียนกันไปเช่นนี้ตลอดเวลาที่นั่งสมาธิ แล้วเปลี่ยนอิริยาบถเป็นเดินจงกรมในเวลาที่เท่ากันสลับกันไป


     วิธีการกำหนดเวลานั่งสมาธิ ให้กำหนดไปตามลำดับขั้นดังต่อไปนี้

  1. หายใจเข้า ท้องพอง เอาสติไปกำหนดที่ท้องว่า “พองหนอ”
  2. หายใจออก ท้องยุบ เอาสติไปกำหนดที่ท้องว่า “ยุบหนอ”
  3. เอาสติพิจารณาดูรูปนั่งให้ชัดเจน กำหนดว่า “นั่งหนอ”
  4. เอาสติไปเพ่งพิจารณาที่บริเวณ สะโพกขวา โดยนึกภาพกำหนดลักษณะและขนาดของจุดที่กำลังเพ่งพิจารณานั้นให้เป็นวงกลม มีขนาดเท่ากับเหรียญสิบบาท พร้อมทั้งกำหนดในใจว่า “ถูกหนอ”
  5. หายใจเข้า ท้องพอง กำหนดว่า “พองหนอ”
  6. หายใจออก ท้องยุบ กำหนดว่า “ยุบหนอ”
  7. พิจารณาดูรูปนั่ง กำหนดว่า “นั่งหนอ”
  8. เอาสติไปเพ่งพิจารณาที่บริเวณ สะโพกซ้าย กำหนดว่า “ถูกหนอ”

     ให้กำหนดตั้งแต่ข้อ 1 ถึงข้อ 8 แล้วเวียนกลับไปข้อ 1 ถึง 8 ใหม่ เวียนกันไปเช่นนี้ตลอดเวลาที่นั่งกรรมฐาน แล้วเปลี่ยนอิริยาบถเป็นเดินจงกรมในเวลาที่เท่ากัน สลับกันไป


  1. หายใจเข้า ท้องพอง           กำหนดว่า “พองหนอ”
  2. หายใจออก ท้องยุบ           กำหนดว่า “ยุบหนอ”
  3. พิจารณาดูรูปนั่ง           กำหนดว่า “นั่งหนอ”
  4. เอาสติไปเพ่งพิจารณาที่ ก้นย้อยขวา           กำหนดว่า “ถูกหนอ”
  5. หายใจเข้า ท้องพอง           กำหนดว่า “พองหนอ”
  6. หายใจออก ท้องยุบ           กำหนดว่า “ยุบหนอ”
  7. พิจารณาดูรูปนั่ง           กำหนดว่า “นั่งหนอ”
  8. เอาสติไปเพ่งพิจารณาที่ ก้นย้อยซ้าย           กำหนดว่า “ถูกหนอ”
  9. หายใจเข้า ท้องพอง           กำหนดว่า “พองหนอ”
  10. หายใจออก ท้องยุบ           กำหนดว่า “ยุบหนอ”
  11. พิจารณาดูรูปนั่ง           กำหนดว่า “นั่งหนอ”
  12. เอาสติไปเพ่งพิจารณาที่ เข่าพับขวา           กำหนดว่า “ถูกหนอ”
  13. หายใจเข้า ท้องพอง           กำหนดว่า “พองหนอ”
  14. หายใจออก ท้องยุบ           กำหนดว่า “ยุบหนอ”
  15. พิจารณาดูรูปนั่ง           กำหนดว่า “นั่งหนอ”
  16. เอาสติไปเพ่งพิจารณาที่ เข่าพับซ้าย           กำหนดว่า “ถูกหนอ”

     ให้กำหนดตั้งแต่ข้อ 1 ถึง 24 แล้วเวียนกลับไป ข้อ 1 ถึง 24 ใหม่ จนครบเวลาปฏิบัติ

     กำหนดจุดต่างๆ เรียงไปตามลำดับตั้งแต่ข้อ 1 ถึง 24 และกำหนดเพิ่มเติมดังต่อไปนี้

  1. หายใจเข้า ท้องพอง           กำหนดว่า “พองหนอ”
  2. หายใจออก ท้องยุบ           กำหนดว่า “ยุบหนอ”
  3. พิจารณาดูรูปนั่ง           กำหนดว่า “นั่งหนอ”
  4. เอาสติไปเพ่งพิจารณาที่ ตาตุ่มนอกขวา กำหนดว่า “ถูกหนอ”
  5. หายใจเข้า ท้องพอง           กำหนดว่า “พองหนอ”
  6. หายใจออก ท้องยุบ           กำหนดว่า “ยุบหนอ”
  7. พิจารณาดูรูปนั่ง           กำหนดว่า “นั่งหนอ”
  8. เอาสติไปเพ่งพิจารณาที่ ตาตุ่มนอกซ้าย กำหนดว่า “ถูกหนอ”

     ให้กำหนดตั้งแต่ข้อ 1 ถึง 24 แล้วเวียนกลับไป ข้อ 1 ถึง 24 ใหม่ จนครบเวลาปฏิบัติ




 
แสดงจุดทั้งหมดที่กำหนดด้วยสติเวลานั่ง (ยืน, นอน)
จุดในการนั่ง (ยืน, นอน) กรรมฐาน 28 จุด
กรรมฐาน 28 จุด
 
 

จุดที่ 1, 2 สะโพก 2 จุด
จุดที่ 3, 4 ก้นย้อย 2 จุด
จุดที่ 5, 6 เข่าพับ 2 จุด
จุดที่ 7, 8 ตาตุ่มนอก 2 จุด
จุดที่ 9, 10 หลังเท้า 2 จุด
จุดที่ 11, 12 เข่านอก 2 จุด
จุดที่ 13, 14 หน้าขา 2 จุด
จุดที่ 15, 16 โคนขาหนีบ 2 จุด
จุดที่ 17 - 22 ไขว้หน้า 6 จุด
จุดที่ 23 - 28 ไขว้หลัง 6 จุด

 

 

 

 

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม

ข้อ 1

ทำไมต้องรับศีล 8 ก่อนเริ่มทำ ?

ตอบ

เพราะศีล 8 เกื้อหนุนการปฏิบัติธรรม เช่น การอดอาหารมื้อเย็น ทำให้ร่างกายพร้อมกับการปฏิบัติ ไม่เสียเวลาหุงหาอาหาร การงดประดับกาย การงดบันเทิงใจจากการดูหนังฟังเพลง ทำให้มีเวลาปฏิบัติมากขึ้น ทำให้จิตใจไม่ฟุ้งซ่านในกามคุณทั้ง 5 คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และการงดนั่งนอนในที่สุขสบาย ลดการติดกับการนอนพักผ่อนที่มากเกินความจำเป็นของร่างกาย เป็นต้น

ข้อ 2

อาหารมังสวิรัติทำให้การปฏิบัติได้ผลดีหรือไม่ ?

ตอบ

ไม่เกี่ยวกัน เพราะการกินอาหารเพียงเพื่อให้กายตั้งอยู่ได้ คือ สุขภาพแข็งแรงพอที่จะทำความเพียรหรือการปฏิบัติได้ จึงควรเป็นอาหารที่สนองความต้องการของร่างกาย และไม่แสลงโรค หรือธรรมชาติกายตน ผู้ปฏิบัติต้องฝึกตนให้เป็นคนกินง่าย กินแต่พอดีและที่สำคัญคือกินอย่างมีสติ เพื่อที่จะไม่ต้องกินกิเลสความชอบ – ไม่ชอบ เข้าไปด้วย หากการกินมังสวิรัติด้วยความชอบ – ไม่ชอบ ทำให้คนกินยากอยู่ยาก และหากคิดว่าตนดีกว่าคนอื่นที่กินเนื้อสัตว์ก็ย่อมเพิ่มกิเลสมานะและอุปาทานเข้าไปอีกประการหนึ่ง การกินนั้นย่อมไม่ทำให้การปฏิบัติธรรมได้ผลดี

ข้อ 3

ทำไมต้องกินน้อย นอนน้อย พูดน้อย ?

ตอบ

เพราะทำให้กายสงบ ใจสงบ เหมาะกับการปฏิบัติธรรม เพราะการภาวนาให้ได้ปัญญานั้นต้องอาศัยใจ ที่สงบเป็นพื้นฐานสำคัญ

ข้อ 4

ทำไมต้องกราบ เดิน นั่ง ตามลำดับ ?

ตอบ

เพราะการกราบเป็นการต้อนสติไว้ที่มือ เป็นการกำหนดอิริยาบถย่อยที่จะส่งให้มีสติ สมาธิ อยู่กับการเดินจงกรมได้มากขึ้น สติสมาธินั้นจะทำให้คุณสมาธิในการนั่งกรรมฐานดีขึ้น และความเจ็บปวดในการนั่งกรรมฐานลดลง

ข้อ 5

หากนั่งขัดสมาธิไม่ได้ นั่งบนเก้าอี้ได้หรือไม่ ?

ตอบ

ได้ แต่อย่าให้หลังพิงพนัก เพราจะทำให้ร่างกายสบายเกินไป ยากต่อการกำหนดและความง่วงครอบงำง่าย การนั่งสมาธิให้เลือกนั่งในท่าที่กายสงบได้นาน และไม่ขัดกับธรรมชาติของกาย

ข้อ 6

ทำไมการนั่งขัดสมาธิจึงดีที่สุดสำหรับการนั่งกรรมฐาน ?

ตอบ

เพราะกาย-ใจสงบได้ด้วยกายส่วนบนตั้งตรง กายส่วนล่างวางเป็นรูปสามเหลี่ยมรับน้ำหนักไว้ได้ ทำให้กายมีสมดุลตามธรรมชาติ และจิตจะอยู่ในสภาพกลางๆ ตามธรรมชาติ ในขณะที่การยืนกรรมฐานทำให้เมื่อยง่าย การนอนกรรมฐานทำให้กำหนดได้ยาก

ข้อ 7

เดินจงกรมหลับตาได้ด้วยหรือไม่ ?

ตอบ

ไม่ได้ เพราะจะทำให้เดินเซ ไม่สมดุลผิดทิศทางหรือชนกับสิ่งต่างๆ และอาจเหยียบเอากับสิ่งที่เป็นอันตราย หรือสัตว์เล็กๆ ตายได้ เป็นต้น ที่ถูกควรทอดสายตาตามพื้นห่างจากเท้า 2 – 3 เมตร โดยไม่ควรมองไกลๆ เพราะทำให้ใจลอยไปกับสิ่งต่างๆ ที่ผ่านมาให้เห็นได้ง่าย และไม่ควรก้มมองเท้าตนเองเพราะหากเดินนานๆ จะปวดเมื่อยต้นคอ

ข้อ 8

จำเป็นหรือไม่ที่ต้องมีอาจารย์ช่วยสอน และสอบอารมณ์ เพราะอาจอ่านหนังสือและฝึกเอาเองได้ ?

ตอบ

การมีอาจารย์สอนจะช่วยให้ได้ผลดีขึ้น รวดเร็วขึ้น และไม่หลง เพราะการปฏิบัติธรรมนั้นผู้ฝึกเองอาจพบกับสภาวะที่เข้าใจได้ยาก หรือไม่สามารถเข้าใจได้ด้วยตนเอง ผู้สอนจะช่วยแนะนำให้ปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง.

ข้อ 9

การปฏิบัติธรรมมีหลายวิธี วิธีไหนดี ?

ตอบ

วิธีที่อยู่ในหลักสติปัฏฐาน 4 ที่เริ่มด้วยการเจริญสติ เพื่อให้เกิดสมาธิอันเป็นหนทางให้ได้ถึงเป้าหมาย คือ ปัญญา

ข้อ 10

อานาปานสติ เป็นวิปัสสนาด้วยหรือไม่?

ตอบ

อานาปานสติ เป็นการกำหนดสติอยู่ในหลักของกายานุปัสสนา ในหลักสติปัฏฐาน 4 ที่ต้องการสมาธิในระดับชั่วขณะหรือเกือบจะตั้งมั่นเท่านั้น

ข้อ 11

จำเป็นไหมที่ต้องฝึกในที่เงียบ ?

ตอบ

ไม่จำเป็น ที่เงียบอาจช่วยให้ผู้ใหม่มีจิตสงบได้ง่ายขึ้นบ้าง แต่การฝึกวิปัสสนากรรมฐานตามหลักสติปัฏฐาน 4 ควรอยู่ในสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติเท่าที่มีอยู่ เพื่อฝึกให้จิตสงบภายใน แม้สถานที่จะสับสนวุ่นวายก็ไม่เกี่ยวกับการฝึกตน รักษาจิตตนให้สงบ เพื่อความพร้อมในการเผชิญกับความจริงในชีวิตประจำวัน และการฝึกตนให้ยอมรับอยู่ได้เป็นอย่างดีกับทุกสิ่งที่มันเป็น

ข้อ 12

จำเป็นไหมที่ต้องแผ่เมตตาหลังนั่งกรรมฐาน ?

ตอบ

ไม่จำเป็น การแผ่เมตตาหลังนั่งกรรมฐานเป็นการแบ่งปันกำลังอันเป็นกุศลจากจิตของผู้แผ่ไปยังสัตว์อื่นๆ ที่ต้องเริ่มต้นจากการแผ่ให้ตนเอง สัตว์อื่นๆ ที่ไม่รักไม่ชัง ผู้เป็นที่ชังและผู้เป็นที่รัก ตามลำดับ แต่การแผ่เมตตานั้นเป็นสิ่งที่สมควรทำเพราะเป็นการจัดสรรแบ่งปันสิ่งดีๆ (กำลังของจิตอันเป็นกุศล) ให้กับตนเองและผู้อื่น ลดการโกรธพยาบาททั้งต่อตนเองและผู้อื่น ช่วยทำให้จิตสงบสุข.

ข้อ 13

ถือศีล 5 อยู่บ้านปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานได้หรือไม่ ?

ตอบ

ได้ เพราะการฝึกเจริญสตินั้น ทำได้อยู่ตลอดเวลาที่เรารู้สึกตัวอยู่และมีลมหายใจ วิปัสสนากรรมฐานตามหลักสติปัฏฐาน 4 เป็นการฝึกให้มีสติอยู่กับการหายใจอย่างต่อเนื่อง ตามธรรมชาติของกาย-ใจ ในการดำเนินกิจกรรมในชีวิตประจำวันตามปกติ โดยการกราบสติปัฏฐาน เดินจงกรม นั่งกรรมฐานได้ทุกวัน จะช่วยให้การเจริญสติในตอนกลางวันได้ผลดียิ่งขึ้น ศีล 5 ถือเป็นจริยธรรมขั้นพื้นฐานของพุทธศาสนิกชน จะช่วยให้การปฏิบัตินั้นมีกำลัง เห็นผลได้เร็วและดีขึ้น ที่สำคัญคือ การมีสติสัมปชัญญะอยู่ตลอดเวลา

ข้อ 14

ทำไมถือศีลห้ามฆ่าสัตว์แต่ยังกินเนื้อสัตว์ ?

ตอบ

เพราะการกินอาหารเพื่อกายนั้น ต้องตั้งอยู่บนฐานง่ายต่อการที่จะดูแล การเลือกกินและไม่กินจะทำให้เป็นคนเลี้ยงยาก จึงฝึกที่จะกินอาหาร แต่ไม่กินกิเลส กินเท่าที่มีคนจัดเตรียมให้ หรือที่ศรัทธาญาติโยมสะดวกที่จะทำบุญ พระพุทธเจ้าจึงไม่ทรงห้ามฉัน (กิน) เนื้อสัตว์ แต่ทรงห้ามภิกษุฉันเนื้อสัตว์ที่ภิกษุนั้นได้ยิน หรือได้สั่งฆ่าเพื่อเป็นอาหารแก่ตนเท่านั้น

ข้อ 15

ผู้ปฏิบัติธรรมตายแล้วไปไหน ?

ตอบ

ตายแล้วไปสู่สุคติ คติ แปลว่า ที่ไป สุ แปลว่า ดี คือ ตายแล้วไปเกิดในที่ดี แต่จะเกิดเป็นมนุษย์ เทวดา หรือพรหม ก็แล้วแต่จิตขณะสุดท้าย พระพุทธองค์ตรัสถึงความตายว่า หากตายด้วยสติ หรือมีสติแล้วสุคติเป็นที่หวัง การฝึกเจริญสติและการเจริญสติอยู่ตลอดเวลา ทำให้สติมีกำลังมากกว่ากำลังของความเจ็บปวดจากกายที่ใกล้จะตาย ทุกข์หรืออกุศลจึงไม่สามารถครอบงำจิตได้และเมื่อจิตมีกำลังอันเป็นกุศลคือสติแล้ว กำลังอันเป็นกุศลนั้นย่อมนำไปถึงจุดหมายที่ดี.