สติปัฏฐาน 4

          สติปัฏฐาน 4 คือ หลักกรรมฐานที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสอนให้เหล่าพระภิกษุฝึกตนด้วยการฝึกจิตตน เพื่อความสุขความเจริญในวิถีแห่งการเป็นบรรพชิต และเพื่อบรรลุถึงจุดหมายสูงสุดของชีวิต คือ พระนิพพาน อออีกประการหนึ่ง โดยพระองค์ชี้ให้เห็นว่า หลักสติปัฏฐานเป็นคำสอนที่เป็นสาระสำคัญที่สุดในบรรดาคำสอนทั้งหมดของพระองค์ที่สรุปยอดทั้งหมดลงได้ในความไม่ประมาทเพียงอย่างเดียว ด้วยการฝึกจิตตนตามหลักสติปัฏฐาน 4 คือ การเจริญสตินี่เอง

          หลักสติปัฏฐาน 4 ปรากฏอย่างชัดเจน ละเอียดและครบถ้วนในมหาสติปัฏฐานสูตร (ทีฆนิกาย พระไตรปิฎก เล่ม 10) และปรากฏอย่างชัดเจนอีกในสติปัฏฐานสูตร (มัชฌิมนิกาย พระไตรปิฎก เล่ม 7) ที่มีความหมายคล้อยตามกันที่พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า

          “เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺธิยา โสกปริเทวานํ สมติกฺกมาย ทุกฺขโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมาย ญายสฺส อธิคมาย นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย ยทิทํ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา”

          แปลและมีความหมายว่า ..ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นทางเอกเป็นที่ไปของบุคคลผู้เดียว ที่ไปแห่งเดียว เพื่อความหมดจดพิเศษของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงความโสก ความร่ำไร รำพัน ที่ขจัดเสียซึ่งความทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุถึงเญยธรรม คือ อริยมรรค ให้ถึงซึ่งพระนิพพาน และได้ทรงอธิบายหลักการปฏิบัติไว้อีกว่า…

          กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌา โทมนสฺสํ, เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฌา โทมนสฺสํ, จิตเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌา โทมนสฺสํ, ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌา โทมนสฺสํ,

แปลและมีความหมายว่า หลักปฏิบัติมีอยู่ 4 ประการ คือ

  1. กายานุปัสสนา ให้พิจารณากายและอาการต่างๆ องกาย ด้วยสติปัญญา และความเพียร เพื่อขจัดความยินดียินร้ายเสียให้พินาศ
  2. เวทนานุปัสสนา ให้พิจารณาความรู้สึกต่างๆ ของเวทนา ด้วยสติปัญญา และความเพียร เพื่อขจัดความยินดียินร้ายเสียให้พินาศ
  3. จิตตานุปัสสนา ให้พิจารณาภาวะของจิตที่คิดและเป็นไปต่างๆ ด้วยสติปัญญา และความเพียร เพื่อขจัดความยินดียินร้ายเสียให้พินาศ
  4. ธัมมานุปัสสนา ให้พิจารณาสิ่งที่ปรุงแต่งจิตต่างๆ ด้วยสติปัญญาและความเพียร เพื่อขจัดความยินดียินร้ายเสียให้พินาศ

หรือกล่าวอย่างย่อว่า การพิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม ในการปฏิบัติว่าวิปัสสนากรรมฐานตามหลักสติปัฏฐาน 4 นั่นเอง และต้องประกอบด้วย อาตาปี : มีความเพียร, สัมปะชาโน : สัมปะชัญญะ ความรู้สึกตัวคอยจ้องระมัดระวัง, สติมา : สติ ความระลึกได้ หรือกำหนดรู้ในอารมณ์และอาการต่างๆ ที่เกิดทางกาย ทางใจ, และต้องมีปริกรรมภาวนา คือต้องบริกรรมด้วยเสมอ เช่น ตาเห็นรูป : เห็นหนอ หูได้ยินเสียง : ได้ยินหนอ ขณะเดิน : ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ ท่องในใจเป็นปริกรรมภาวนา หรือบริกรรมนั่นเอง

วิธีปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามหลักสติปัฏฐาน 4

         วิธีการปฏิบัติเริ่มจากการมีสติอยู่กับกาย ด้วยการกราบสติปัฏฐาน แล้วต่อด้วยเดินจงกรม และนั่งกรรมฐานเป็นลำดับไป โดยการกราบสติปัฏฐานเป็นการเตรียมกายใจ ด้วยการมีสติอยู่ที่การเคลื่อนไหวของมือ เป็นต้น เพื่อลดความเร่งรีบของกาย และความรุ่มร้อนของใจให้พร้อมสำหรับการเดินจงกรม และนั่งกรรมฐานให้ได้ผลเต็มที่ เปรียบเหมือนการบริหารกายก่อนเล่นกีฬา หรือการอุ่นเครื่องรถยนต์ก่อนขับ เป็นต้น เมื่อกายใจเริ่มสงบแล้ว เริ่มต้นด้วยการเดินจงกรมที่ให้มีสติกำกับอยู่กับการเคลื่อนไหว ต่อด้วยการนั่งกรรมฐานกำหนดการเคลื่อนไหวของท้องที่พอง-ยุบ ในขณะที่หายใจเข้า-ออก ซึ่งมีการกราบสติปัฏฐานในอาการต่างๆ การเดินจงกรมระยะต่างๆ และการนั่งกรรมฐาน ตามลำดับขั้นของกายดังนี้

ประโยชน์ของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามหลักสติปัฏฐาน 4

          การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ตามแนวสติปัฏฐาน 4 นี้ ให้ประโยชน์ 5 ประการ คือ

  1. ทำให้จิตใจผ่องใส บริสุทธิ์
  2. กำจัดทุกข์โทมนัส เศร้าโศก เสียใจ พิไรรำพัน
  3. กำจัดทุกข์กาย (ความเจ็บป่วย) ทุกข์ใจ (จิตหม่นหมอง)
  4. ทำให้เห็นความจริงของโลกและชีวิต (เข้าใจกฎ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) ด้วยใจ เข้าถึงอริยมรรค
  5. เป็นทางให้ถึงพระนิพพาน หรือ พ้นทุกข์โดยสิ้นเชิง

          หลักคำสอนในพระพุทธศาสนา ที่เรียกว่า โอวาทปาติโมกข์ นั้น นอกจากจะสอนให้เว้นชั่วและทำดีแล้ว ยังสอนให้ฝึกจิตใจให้บริสุทธิ์อีกด้วย จิตบริสุทธิ์ได้ก็ด้วยการฝึกจิตตามหลักสติปัฏฐาน 4 หรือวิปัสสนากรรมฐานตามแบบสติปัฏฐานนี่เอง

          คำสอนทั้งหมดของพระพุทธเจ้า 84,000 พระธรรมขันธ์ ในพระไตรปิฎก 45 เล่ม นั้นย่อลงในหลักปฏิบัติหลักเดียวคือ หลักสติปัฏฐานหรือย่อลงในความมีสติ หรือความไม่ประมาทเพียงอย่างเดียว ดังที่ในปัจฉิมโอวาทว่า “อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ” คือ “จงยังความไม่ประมาท (มีสติ) ให้ถึงพร้อมเถิด” และพระองค์ทรงตรัสถึงหลักสติปัฏฐานว่า เป็นสิ่งที่ทำให้พระสัทธรรมยั่งยืน และหากยังมีการปฏิบัติต่อไป โลกก็จะไม่ว่างเปล่าจากพระอรหันต์ แม้พระองค์จะเสด็จปรินิพพานไปแล้วก็ตาม และตรัสสรรเสริญผู้เกิดมาแม้เพียงวันเดียว หากได้ฝึกสติปัฏฐาน ก็ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์  พุทธศาสนิกชนเมื่อได้พบคำสอนให้ฟังและจำไว้ นำไปปฏิบัติตามก็จะได้ประโยชน์ที่ควรได้ คือ การลดทุกข์ จนถึงพ้นทุกข์ได้ในที่สุด