การปฏิบัติธรรม คือ การนำเอาธรรมะมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิตทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น มีอยู่หลายอย่างนับแต่การให้ (ทาน) การสำรวมกาย วาจา (ศีล) และการหมั่นทำจิตใจให้นิ่งและผ่องใส (ภาวนา) ซึ่งเป็นการฝึกพัฒนาจิตให้ยกระดับสูงขึ้น จนพ้นจากกิเลสเศร้าหมอง

          วิธีภาวนามีอยู่ 2 วิธี เรียกว่า สมถกรรมฐาน คือ การฝึกให้จิตสงบมีสมาธิเป็นเป้าหมาย และอีกวิธีเรียกว่า วิปัสสนากรรมฐาน คือ การฝึกให้เกิดปัญญา หลังจากจิตสงบเป็นสมาธิระดับหนึ่ง

          วิปัสสนากรรมฐาน คือ การฝึกกรรมฐานตามหลักสติปัฏฐาน 4 คือ กาย เวทนา จิต และ ธรรม ที่เริ่มต้นจากการภาวนาหรือการเจริญสติ เพื่อให้เกิดสมาธิแล้วได้ปัญญา ที่เรียกว่า ภาวนามยปัญญา หรือปัญญาอันเกิดจากการการภาวนา

ภาวนาคืออะไร

          คำว่า ภาวนา แปลว่า การทำให้เจริญขึ้นหรือพัฒนาขึ้น การภาวนาจึงหมายถึง การพัฒนาจิตตนให้ทุกข์น้อยลง (สุขมากขึ้น) จนถึงจุดหมายสูงสุดของการเกิดมาเป็นมนุษย์ในพระพุทธศาสนา คือ การพัฒนาตนให้พ้นทุกข์ได้ในที่สุด ด้วยหลักการภาวนาที่เรียกว่า การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามหลักสติปัฏฐาน 4

          หลักการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามหลักสติปัฏฐาน 4 เป็นการเจริญสติ ที่มนุษย์ทุกคนมีอยู่แล้วตามธรรมชาติของแต่ละคน ให้มีกำลังเพิ่มขึ้น เพื่อจิตมีสมาธิได้รวดเร็วขึ้น ทำให้นำปัญญามาใช้ได้รวดเร็วขึ้นและมีคุณภาพ (ระดับ) สูงขึ้น เริ่มต้นด้วยการมีสติรู้อยู่กับกาย รวมทั้งอาการต่างๆ ของกาย มีสติรู้อยู่กับความรู้สึกต่างๆ ของกาย และมีสติรู้อยู่กับความเป็นไปของความคิด หรือจิตใจ และมีสติอยู่กับสิ่งที่เกิดกับจิต และปรุงแต่งให้จิตเป็นไปต่างๆ ในแต่ละขณะอย่างต่อเนื่อง ค่อยเป็นค่อยไป ด้วยวิธีการปฏิบัติที่มีระบบและขั้นตอนชัดเจน และวิธีการนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตตามปกติในประจำวัน ที่การปฏิบัติทั้ง 2 อย่าง จะเกื้อกูลกันได้เป็นอย่างดี ได้รับผลเป็นปัญญาที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง

สติปัฏฐาน 4

          สติปัฏฐาน 4 คือ หลักกรรมฐานที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสอนให้เหล่าพระภิกษุฝึกตนด้วยการฝึกจิตตน เพื่อความสุขความเจริญในวิถีแห่งการเป็นบรรพชิต และเพื่อบรรลุถึงจุดหมายสูงสุดของชีวิต คือ พระนิพพาน อออีกประการหนึ่ง โดยพระองค์ชี้ให้เห็นว่า หลักสติปัฏฐานเป็นคำสอนที่เป็นสาระสำคัญที่สุดในบรรดาคำสอนทั้งหมดของพระองค์ที่สรุปยอดทั้งหมดลงได้ในความไม่ประมาทเพียงอย่างเดียว ด้วยการฝึกจิตตนตามหลักสติปัฏฐาน 4 คือ การเจริญสตินี่เอง

          หลักสติปัฏฐาน 4 ปรากฏอย่างชัดเจน ละเอียดและครบถ้วนในมหาสติปัฏฐานสูตร (ทีฆนิกาย พระไตรปิฎก เล่ม 10) และปรากฏอย่างชัดเจนอีกในสติปัฏฐานสูตร (มัชฌิมนิกาย พระไตรปิฎก เล่ม 7) ที่มีความหมายคล้อยตามกันที่พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า

          “เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺธิยา โสกปริเทวานํ สมติกฺกมาย ทุกฺขโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมาย ญายสฺส อธิคมาย นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย ยทิทํ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา”

          แปลและมีความหมายว่า ..ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นทางเอกเป็นที่ไปของบุคคลผู้เดียว ที่ไปแห่งเดียว เพื่อความหมดจดพิเศษของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงความโสก ความร่ำไร รำพัน ที่ขจัดเสียซึ่งความทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุถึงเญยธรรม คือ อริยมรรค ให้ถึงซึ่งพระนิพพาน และได้ทรงอธิบายหลักการปฏิบัติไว้อีกว่า…

          กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌา โทมนสฺสํ, เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฌา โทมนสฺสํ, จิตเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌา โทมนสฺสํ, ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌา โทมนสฺสํ,

แปลและมีความหมายว่า หลักปฏิบัติมีอยู่ 4 ประการ คือ

  1. กายานุปัสสนา ให้พิจารณากายและอาการต่างๆ องกาย ด้วยสติปัญญา และความเพียร เพื่อขจัดความยินดียินร้ายเสียให้พินาศ
  2. เวทนานุปัสสนา ให้พิจารณาความรู้สึกต่างๆ ของเวทนา ด้วยสติปัญญา และความเพียร เพื่อขจัดความยินดียินร้ายเสียให้พินาศ
  3. จิตตานุปัสสนา ให้พิจารณาภาวะของจิตที่คิดและเป็นไปต่างๆ ด้วยสติปัญญา และความเพียร เพื่อขจัดความยินดียินร้ายเสียให้พินาศ
  4. ธัมมานุปัสสนา ให้พิจารณาสิ่งที่ปรุงแต่งจิตต่างๆ ด้วยสติปัญญาและความเพียร เพื่อขจัดความยินดียินร้ายเสียให้พินาศ

หรือกล่าวอย่างย่อว่า การพิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม ในการปฏิบัติว่าวิปัสสนากรรมฐานตามหลักสติปัฏฐาน 4 นั่นเอง และต้องประกอบด้วย อาตาปี : มีความเพียร, สัมปะชาโน : สัมปะชัญญะ ความรู้สึกตัวคอยจ้องระมัดระวัง, สติมา : สติ ความระลึกได้ หรือกำหนดรู้ในอารมณ์และอาการต่างๆ ที่เกิดทางกาย ทางใจ, และต้องมีปริกรรมภาวนา คือต้องบริกรรมด้วยเสมอ เช่น ตาเห็นรูป : เห็นหนอ หูได้ยินเสียง : ได้ยินหนอ ขณะเดิน : ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ ท่องในใจเป็นปริกรรมภาวนา หรือบริกรรมนั่นเอง