การสอบธรรมสนามหลวง

วันนี้ (21 พฤศจิกายน 2564) เป็นวันที่คณะสงฆ์มีการสอบธรรมสนามหลวง คำว่า สอบธรรมสนามหลวงหมายถึงว่า เป็นการสอบวัดผลความรู้ทางธรรมะของพระภิกษุสามเณรทั่วราชอาณาจักร จึงเรียกว่า สนามหลวง คือสมัยก่อนเป็นสนามสอบที่พระเจ้าแผ่นดิน พระราชาเป็นผู้อุปถัมภ์ในการสอบ

การศึกษาของพระสงฆ์โบราณ

การศึกษาของพระสงฆ์โบราณเรียกว่าศึกษาทางบาลีที่เรียกว่า พระมหาเปรียญ ต้องสอบที่วัดพระแก้ว สอบปากเปล่า ใครได้เปรียญธรรม 9 ประโยค ในหลวงซึ่งปกติมาฟังด้วยก็จะจัดรถม้าหรือยานพาหนะที่มี ส่งพระที่สอบเปรียญธรรม 9 ได้ไปถึงวัดที่ท่านอยู่อาศัย เพราะสมัยก่อนยังไม่มีมหาวิทยาลัย ในหลวงจึงอาศัยคนที่มีความรู้เป็นราชบัณฑิต เป็นปราชญ์ที่ได้เรียนทางธรรมหรือเรียนพระไตรปิฏก นำมาเป็นข้าราชการในการบริหารประเทศชาติบ้านเมือง เพราะถือเป็นคนที่มีความรู้เพราะได้เรียนทางธรรมมา

ต่อมาเมื่อมีการศึกษาไปทางตะวันตก พระเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยข้าราชการผู้ใหญ่ก็ส่งลูกหลานไปเรียนวิชาการทางตะวันตก กับมีการตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นมาในเมืองไทย การศึกษาคณะสงฆ์ก็หย่อนลงไป เหลืออยู่แค่ 2 เรื่องคือ บาลีกับนักธรรม ที่ยังให้พระสงฆ์บริหารต่อไป มีการปรับการศึกษาบาลีและเสริมนักธรรมเข้ามา บุคคลที่มีบทบาทก็คือ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส ซึ่งเป็นน้องชายของพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5 พระเจ้าน้องยาเธอท่านนี้มีอุปนิสัย ได้บวชเป็นพระและต่อมาได้เป็นสมเด็จพระสังฆราช คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ท่านได้ปรับการเรียนบาลีใหม่ เช่นว่า ถ้าใครจะสอบบาลี เปรียญธรรม 1, 2, 3 ก็ต้องได้นักธรรมชั้นตรีเป็นตัวรองรับ ถ้า 4, 5, 6 ก็ต้องสอบได้นักธรรมชั้นโทเป็นตัวรองรับ และต้องได้นักธรรมชั้นเอกก่อนจึงจะไปสอบเปรียญธรรม 7, 8, 9 ประโยค

สมัยก่อนผู้ที่เรียนนักธรรมเอกก็ไปเป็นครูสอนโรงเรียนประชาบาลได้ ก็ยังมีความหมาย แต่ปัจจุบันนักธรรมชั้นเอก อาจจะเทียบชั้น ป.6

การสอบนักธรรมก็จะสอบปีละครั้ง ไม่มีการสอบซ่อม ถ้าสอบตกก็สอบใหม่ปีหน้า แต่บาลีเริ่มมีการสอบซ่อม ตกวิชาไหนก็สอบวิชานั้น

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้รับการยกย่องจากยูเนสโก

ปีนี้ยูเนสโก (องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ) ได้ยกย่องสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก สาขาสันติภาพ ซึ่งก่อนหน้านี้ประเทศไทยก็มีบุคคลที่ได้รับการยกย่องจากยูเนสโก คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ในพระราชโอรสในรัชกาลที่ 1 และเป็นสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 7 ซึ่งท่านได้รจนาพระคัมภีร์ปฐมสมโพธิกถา เป็นต้น เรียกว่าเป็นผู้มีความรู้ในเรื่องนี้ อีกท่านหนึ่งคือ หลวงพ่อพุทธทาส และหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ซึ่งมรณภาพไปแล้ว

ส่วนที่ยังมีชีวิตอยู่แล้วได้รับรางวัลจากยูเนสโก คือ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ซึ่งหนังสือที่มีชื่อเสียงคือ คัมภีร์พุทธธรรม

บุคคลที่ได้รับก็จะเป็นผู้ที่ส่งเสริมการศึกษา มีผลงานทางวิชาการเป็นที่ยอมรับ อย่างนักธรรมนี้ พระภิกษุทั่วไปที่เป็นเจ้าอาวาสวัดใดวัดหนึ่ง อย่างน้อยก็ให้จบนักธรรมเอก แต่มิได้หมายความว่าเรียนแค่นักธรรม ก็เรียนอย่างอื่นด้วย มีการศึกษาพิเศษหรือความรู้ชำนาญการด้านอื่นด้วยมาเสริมกัน อย่างนี้เป็นต้น ก็สามารถเป็นพระราชาคณะ เป็นเจ้าคณะตำบลได้ แต่ถ้าพระราชาคณะระดับสมเด็จ ที่ไม่ได้เป็นพระมหาเปรียญเลยนั้นตอนนี้ยังไม่มี อย่างน้อยก็เปรียญธรรม 1-2 ประโยค ที่จบแค่นักธรรมเอกนั้นยังไม่มี ส่วนมากจะมีพื้นฐานทางบาลี แต่ถ้าเป็นเจ้าคณะระดับรองสมเด็จนั้นมี แม้แต่พระเดชพระคุณหลวงปู่ ท่านก็นักธรรมเอก แต่รวมเรื่องวิปัสสนาเข้าไป ก็เป็นรองสมเด็จ

เรียนนักธรรมนั้นดีอย่างไร

ก็เป็นการเรียนธรรมะ เช่น นักธรรมชั้นตรี เรียนธรรมะบทแรกเลยก็คือ ธรรมที่มีอุปการะมาก 2 อย่าง 1) สติ 2) สัมปชัญญะ เหมือนที่เรามาปฏิบัติ ขวาย่างหนอ ซ้ายอย่างหนอ อย่าง อาตาปี สัมปชาโน สติมา มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ สัมปชัญญะก็คือปัญญา

ธรรมที่มีอุปการะมาก คือ มีอุปการะต่อทุกบุคคล เมื่อเรามีสัมปชัญญะ มีสติ

สัมปชัญญะ คือตัวปัญญา  สัม = พร้อม  ป = ทั่ว หมายถึงว่า ความรู้ทั่วพร้อม สัมปชัญญะตัวนี้ก็มีหลายระดับ คือ ปัญญาทั่วๆ ไป ปัญญาในเชิงการปฏิบัติ ซึ่งก็คือญาณ ที่แปลว่า รู้แล้ว ปัญญา คือรู้ทั่ว ญาณะ รู้แล้ว ฉะนั้นโยคีปฏิบัติธรรมที่ว่า ทวนญาณ นั้น คือ ทวนในสิ่งที่รู้แล้วให้มันชัดเจน ให้เข้าถึงความจริง ตามที่มันเป็นจริง หรือความจริงที่มันมีอยู่จริง คือ ให้เรารู้ชัดรู้แจ้งในรูปนามขันธ์ห้า กายใจนี้ ตามเป็นจริง เราจึงเรียกว่า ทวนญาณ

แต่ที่เราปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่เราปฏิบัติกันนี้ วิ แปลว่า วิเศษ ปัสสนา แปลว่า เห็นแจ้ง เห็นแจ้งเป็นพิเศษ คือ เห็นแจ้งตามเป็นจริงในสิ่งที่มีอยู่จริง มุ่งหมายถึงว่า สิ่งที่มีอยู่จริงคือ กายใจนี้ หรือขันธ์ห้านี้ มีอยู่จริง แล้วเราก็รู้ตามเป็นจริง ตามที่มันเป็น คือ มันเป็นอนิจจัง เป็นความไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ มันเป็นอนัตตา มันทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ไม่อยู่ในอำนาจ เราก็รู้แจ้งตามเป็นจริง ตามที่มันเป็น ด้วยปัญญาอันชอบ

แล้วการรู้แจ้งนั้น มันสามารถที่จะชำระความรู้ผิด คิดผิด เห็นผิด แก่ผู้ปฏิบัติธรรมนั้นได้ด้วย ละกิเลสได้ด้วย เปลี่ยนแปลงนิสัย วิธีคิด วิถีชีวิตของตนได้ด้วย จึงเรียกว่าญาณหรือปัญญา หรือที่เราเรียกว่า วิปัสสนา

ฉะนั้นไม่ว่าเราจะปฏิบัตินับเดือนนับปี 10 ปีหรือมากกว่าก็ตาม ถ้าญาณหรือตัวปัญญาที่จะเข้าถึงธรรม มันยังไม่ถึง ก็เรียกว่ายังไม่ได้เป็นไปเพื่อความสิ้นอาสวะกิเลส

จึงมีในประวัติว่า ภิกษุรูปหนึ่งท่านสอนปริยัติให้ลูกศิษย์หลายสำนัก คราวหนึ่งมีลูกศิษย์คนหนึ่งได้เรียนธรรมะจากพระอาจารย์แล้วไปปฏิบัติ จนบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ก็มาพิจารณาดูอาจารย์ของเราว่าท่านยังเป็นปุถุชนอยู่ จึงไปเยี่ยมอาจารย์ แล้วบอกว่าอาจารย์ควรปฏิบัติ แต่อาจารย์ก็บอกว่ายังไม่มีเวลา จะต้องไปสอนสำนักนั้น ไปสอนสำนักนี้อยู่ พอออกมาที่หน้ากุฏิ ลูกศิษย์ก็ลาอาจารย์แล้วก็เหาะแสดงปาฏิหาริย์หายวับเข้าป่าไป 

ทำให้อาจารย์มาคิดว่าเราอยู่กับปริยัติ จะปฏิบัติบ้างแล้ว จึงวางงานจากปริยัติไปปฏิบัติ โดยอธิษฐานว่า ถ้าเราไม่ได้บรรลุธรรมจะไม่ล้างเท้า ก็เดินจงกรมจนพื้นดินเป็นร่อง ใช้เวลาปฏิบัติ 30 ปีจนเป็นพระผู้เฒ่า มานั่งร้องไห้หมดอาลัยตายอยาก  จึงมีเทพธิดาองค์หนึ่งเห็นพระเถระบำเพ็ญเพียรมา 30 ปี ไม่หยุดหย่อน ยังไม่ได้บรรลุธรรม จึงแปลงร่างมาเป็นหญิงร้องไห้แข่งกับท่าน พระเถระเห็นเด็กหญิงมาร้องไห้จึงสอบถามดู เด็กจึงตอบว่าเห็นท่านร้องจึงร้องบ้างเพราะคิดว่าการร้องไห้จะทำให้บรรลุธรรมได้ จึงทำให้พระเถระนึกได้ ทำใจใหม่ ภาวนาใหม่ เพราะความมีอีโก้ที่ว่าลูกศิษย์บรรลุธรรมแต่เรายังไม่บรรลุธรรม เป็นไปได้อย่างไร อัตตา ความยึดมั่นถือมั่นจึงเกิด ความอยากที่จะบรรลุธรรมเกิด ท่านจึงปล่อยวางความอยากได้เกินไป แล้วท่านก็บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ในคืนนั้นเอง เรื่องนี้มีปรากฏในพระคัมภีร์

อ่าน  สอบนักธรรมชั้นตรี 2562

มีอาจารย์อีกท่านหนึ่ง เป็นเจ้าสำนักมีลูกศิษย์หลายร้อยหลายพัน พอท่านใกล้จะมรณภาพ ลูกศิษย์ก็มาร้องไห้เต็มไปหมด แต่ท่านอธิษฐานจิตขอให้เราไปเกิดในสมัยพระพุทธเจ้าศรีอริยเมตไตรย์ ได้ฟังธรรมบรรลุเป็นพระอรหันต์ต่อหน้าพระพักตร์ ลูกศิษย์จึงบอกว่าคนทั้งเมืองคิดว่าอาจารย์เป็นพระอรหันต์กันหมดแล้ว เพราะทุกอย่างดูสมบูรณ์ แต่อาจารย์มาตายแบบปุถุชนอย่างนี้ เขาจะคิดกันอย่างไร 

อาจารย์จึงทิ้งอธิษฐาน เพราะจิตเข้าถึงการปล่อยวางได้ เจริญกรรมฐานใหม่ ก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ในขณะนั้นเอง เรื่องนี้ก็มีปรากฏในพระคัมภีร์ 

ฉะนั้น ความสำคัญคือ อย่าไปติดในอธิษฐาน หรือแม้แต่ความอยาก เพราะจะเป็นตัวปิดกั้น

ฉะนั้น ธรรมะที่มีอุปการะ คือ สติ – ความระลึกได้ สัมปชัญญะ – ความรู้ตัวทั่วพร้อม มีอุปการะมาก เป็นธรรมหมวด 2 ใน อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต กล่าวถึงเรื่องธรรมที่มีอุปการะมาก

พระมหาสมณเจ้าท่าน ก็ได้นำเอาธรรมหมวด 2 นี้มาให้พระภิกษุสามเณรได้ท่องกันว่า ทุกคือหมวดสอง สติความระลึกได้ สัมปชัญญะคือความรู้ตัว แค่นี้ นอกนั้นก็ขยายความเอง ซึ่งในธรรมหมวด 2 ก็ยังมี ธรรมเป็นโลกบาล 2 อย่าง ธรรมที่รักษาโลก คือ หิริ – ความละอายต่อบาป โอปตัปปะ – ความเกรงกลัวต่อผลบาป เราจะต้องแสวงหาคำอธิบายเอง ครูบาอาจารย์ต้องอธิบายว่า ความละอายนั้น มิใช่อายต้วมเตี้ยม แต่เป็นการอายต่อบาป ต่ออกุศล ต่อทุจริต โอปตัปปะ ความกลัว ก็ไม่ใช่กลัวผีสาง กลัวคน กลัวสัตว์ร้าย แต่กลัวต่อผลบาป นอกจากนั้น ก็ยังมี ธรรมทำให้งามสองอย่างว่า คนเราจะงามด้วยธรรม 2 อย่าง คือ ขันติ – ความอดทน โสรัจจะ – ความเสงี่ยม ถ้าคนเรามีความอดทน มันงามได้อย่างไร ก็เพราะความอดทนนั้นทำให้คนเรารักษาบุคลิกภาพ ไม่หุนหันพลันแล่น โสรัจจะ ความสงบเสงี่ยม หมายถึง นิ่งได้ ทนได้ ช้าได้ รอได้ ที่ครูบาอาจารย์ หลวงปู่ทองนำมาใช้ จะทำให้เรารักษาพฤติการณ์พฤติกรรมอันไม่พึงปรารถนาไม่พึงประสงค์ได้

และบุคคลหาได้ยาก 2 อย่าง คือ บุพการี – คนผู้อุปการะก่อน คือ ผู้เกื้อกูลเรามาก่อน พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ เป็นต้น กตัญญูกตเวที – บุคคลที่รู้คุณของผู้อุปการะต่อเราแล้วตอบแทนบุญคุณ

ถ้าเราเอาหัวข้อธรรมเหล่านี้มาใช้ก็จะทำให้ชีวิตเราเป็นสุขได้เลย นี้เป็นข้อธรรมที่ท่านนำมาให้สามเณรหรือพระบวชใหม่ นักธรรมชั้นตรีได้เรียนแล้วนำมาใช้ในการศึกษาธรรมะ ถ้าเราไม่ได้เรียน ก็จะไม่เห็นว่ามันมีอะไร แต่ถ้าเราได้รับการเรียนรู้ ได้รับการขยายความให้ถูกต้อง ก็จะทำให้เรารู้ว่ามันมีประโยชน์จริงๆ

นี่เป็นผลงานของพระคุณท่านที่ได้มีต่อคณะสงฆ์ไทยมาแต่โบราณกาล ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งให้พระองค์ท่านวางแผนการศึกษาของพระสงฆ์ทั่วราชอาณาจักรขึ้นมา จึงเรียกว่า สอบสนามหลวง คือ สนามสอบที่ได้รับการอุปการะจากในหลวงสมัยก่อน ก็ถือว่าเป็นผลดีต่อคณะสงฆ์เราจนทุกวันนี้ แต่ความรู้แค่นี้มันก็ไม่เพียงพอในโลกปัจจุบัน จึงมีการเรียนเพิ่มเติมจนถึงระดับมหาวิทยาลัยสงฆ์ มีถึงระดับปริญญาเอก ซึ่งถือเป็นพระมหากรุณาของในหลวงรัชกาลที่ 5 ที่มีการสถาปนามหาวิทยาลัยสงฆ์ จึงเรียกว่า มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ต่อมาตั้งเป็น พ.ร.บ.มหาวิทยาลัย จึงชื่อ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และในหลวงรัชกาลที่ 5 ก็ขอให้พระองค์วางระบบการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน แต่พระองค์ท่านก็ทูลว่ามันเป็นไปไม่ได้ เพราะมันเป็นเรื่องเฉพาะตัว จะไปกำหนดว่าปฏิบัติ 3 เดือนแล้วจะได้เป็นพระโสดาบัน 5 เดือนเป็นพระสกทาคามี 7 เดือนเป็นพระอนาคามี 1 ปีเป็นพระอรหันต์นั้น มันกำหนดไม่ได้ พระองค์จึงมิได้ทำหลักสูตรวิปัสสนา ไม่มีการทำหลักสูตรสมถะวิปัสสนากรรมฐาน ดังนั้น กรรมฐานจึงเป็นไปตามอัธยาศัยตั้งแต่นั้นมาจนถึงเดี๋ยวนี้ ปัจจุบันยังมีการทำหลักสูตร รวบรวมเก็บคัมภีร์เกี่ยวกับการสอนวิปัสสนากรรมฐานขึ้นมา มหาวิทยาลัยสงฆ์ก็มีการศึกษาปริญญาตรี-โทสายวิปัสสนา ก็เรียนเน้นเรื่องเกี่ยวกับคัมภีร์ หลักคำสอนในการปฏิบัติ ผู้เข้าเรียนจะต้องลงมือปฏิบัติด้วย 3 เดือน 6 เดือน จึงจะได้รับปริญญาสาขานี้ เป็นต้น ซึ่งถือว่าเป็นการดีที่ได้มีการศึกษาเล่าเรียนเกี่ยวกับการปฏิบัติ แต่ก็ต้องมีปริยัติรองรับ ก็จะเป็นผลดีต่อการที่จะมีบุคลากรเผยแพร่ธรรมทางวิปัสสนากรรมฐานขึ้นมา จึงทำให้เรามีสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดขึ้น พระที่จะเป็นเจ้าสำนักก็ต้องเป็นบุคคลที่อย่างน้อยต้องได้ปฏิบัติกรรมฐานภาวนา ก็จะได้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั่วไปว่าพระก็สอนกรรมฐานภาวนาได้ แต่อยู่ที่ว่าจะได้รับการยอมรับในระดับไหน ก็อยู่ที่ตัวบุคคลนั้นว่าจะสามารถพัฒนาการปฏิบัติการสอนไปได้ระดับไหน เช่นวัดเราเป็นต้น ที่ครูบาอาจารย์ได้วางกรรมฐานไว้ร่วม 40 ปี ก็ถือว่าเป็นระยะเวลาอันยาวนาน แต่จะบอกว่าภิกษุรูปนั้นเป็นพระโสดาบันมั้ย ท่านรูปนั้นเป็นสกทาคามี ท่านรูปโน้นเป็นพระอนาคามี ท่านรูปนั้นเป็นพระอรหันต์ได้มั้ย มันบอกไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราก็อย่าไปเดาเด็ดขาด โยมจะบอกว่าเห็นพระองค์นั้นพูดดี สงสัยเป็นพระอรหันต์แล้ว มันไม่ใช่ ไม่แน่นอน ความสามารถในการเรียน ความสามารถในการพูด มันเรียนกันได้ แต่ความสามารถในการที่จะขัดเกลากิเลสนี้ ตัวใครตัวมัน พวกเราก็สามารถที่จะเข้าถึงธรรมได้ แต่ก็อย่ามีทิฐิมานะว่าเราเลิศกว่าเขา หรือเสมอเขา หรือด้อยกว่าเขา ขอให้ตั้งใจปฏิบัติ ให้ดูตนเอง อย่าเอาไปเปรียบเทียบกับใคร อย่างนี้เป็นต้น

พระภาวนาธรรมาภิรัช
โอวาทธรรมหลังวัตรเย็น
วันที่ 21 พฤศจิกายน 2564

┗━━━━━•❃°•°•°•°❃•━━━━━┛

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *