พระภาวนาธรรมาภิรัช เจ้าอาวาสวัดร่ำเปิง (ตโปทาราม) ได้ให้ “โอวาทธรรมแก่ผู้ขอบรรพชา-อุปสมบท” อันได้แก่ นายณัทณพงศ์ ภักดี อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ได้รับฉายาว่า ฐิตปญฺโญ (ผู้มีปัญญาตั้งมั่นแล้ว) และนายวอล์คเกอร์ เบเน็ต เป็นสามเณรเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2564 

โอวาทธรรมแก่ผู้ขอบรรพชา-อุปสมบท มีดังนี้

การบวชนั้นทำให้ชีวิตของเรามีความสมบูรณ์ ด้วยบารมีธรรมที่ควรทำ ที่เราเรียกว่า เนกขัมมบารมี คือการบวช

     บุคคลที่จะได้เป็นพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า หรือเป็นพระอรหันตสาวกทั้งหลายนั้น จะต้องได้สะสมความดีที่เรียกว่า เนกขัมมบารมี หรือ การถือบวช เป็นความเติมเต็มของชีวิตของผู้ที่กำลังบุญที่จะสละละโลกได้ ก็ต้องอาศัยที่ได้สะสมบุญชนิดหนึ่งที่เรียกว่าการบวชนี้

     การบวชเป็นการฝึกให้เรานั้นตัดหรือละความเคยชินของชีวิตทางโลกที่เราหมกมุ่นอยู่ เพื่อมาฝึกอยู่กับวัด มาวัดจิตใจตัวเองว่าเราสามารถจะอยู่กับโลกใหม่ วิถีชีวิตใหม่ ละสิ่งที่เราเคยชินเก่าได้หรือไม่

     อย่างเช่น เพื่อนนาคจะมาบวชก็ยังไม่ได้บวช มันก็มีเหตุให้อยู่ไม่ได้ บวชไม่ได้ อาจจะความศรัทธา หรือความอดทนไม่พอ เพราะเกิดจากความกลัว ความกังวล ก็ทำให้ไม่สามารถตัดสินใจบวชได้

การที่เรามาเปล่งวาจาขอบวชว่า “เอสาหัง ภันเต สุจิระนิพพุตัมปิ..” เป็นต้น ซึ่งแปลได้ความหมายว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอถึง ก็คือมีความศรัทธาที่จะน้อมนำเอาซึ่งพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ แม้พระพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้วก็ตาม เราก็จะเอาพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ ขอพระสงฆ์จงให้บรรพชาแก่ข้าพเจ้าในพระธรรมวินัยนี้ด้วยเถิด แม้ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม หมายถึง การเคารพพระพุทธเจ้านี้ ไม่ใช่เคารพด้วยวัตถุ แต่เคารพด้วยศรัทธา ด้วยจิตใจภายใน

     พระพุทธเจ้าที่เป็นรูปร่างของมนุษย์ ที่เป็นเจ้าชายสิทธัตถะนั้น ก็ได้สลายไปเหลือแต่องค์พระธาตุให้เราได้เคารพนับถือบูชา ที่เรียกว่าพระบรมธาตุ แต่พระพุทธเจ้าที่เราเคารพนับถือ ที่เราจะได้บุญ มุ่งหมายถึงเราเคารพในปัญญาที่พระองค์มี ที่ใช้ปัญญาของพระองค์ในการตรัสรู้หรือรู้แจ้งสัจธรรม เคารพในพระทัยอันบริสุทธิ์ผุดผ่องจากกิเลสที่เกิดจากการที่พระองค์ได้ภาวนาจนสามารถขจัดอกุศลกิเลสจากใจได้ เคารพในพระมหาการุณของพระพุทธองค์ ที่ได้สละพระองค์ตั้งแต่บำเพ็ญบารมีเป็นพระโพธิสัตว์เพื่อที่จะได้เป็นพระพุทธเจ้า พอได้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วพระองค์ก็บำเพ็ญพุทธกิจ สอนพุทธบริษัท ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ให้เข้าถึงสัจธรรม นี่เราเคารพพระพุทธเจ้าในฐานะที่พระองค์มีพระคุณอย่างนี้

     เราเคารพในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้านั้นสอนเรายอดที่สุด คือสอนให้เราละความชั่ว ให้เราทำความดี และสอนสูงสุดคือ ให้เราก้าวข้ามความดี ไม่ติดดี จนจิตใจบริสุทธิ์จากกิเลส ไม่หวังผล ไม่หวังภพ ไม่หวังภูมิ ไม่หวังลาภยศสรรเสริญสุขใดๆ ทำความดีเพื่อความดี สามารถสละตนออกไปจากความยึดมั่นถือมั่นไปได้ นี่คือพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ว่าหนึ่งต้องละชั่ว เรามาปฏิบัติมาบวชก็ละชั่วแล้ว สองต้องทำความดี มีการสวดมนต์ ไหว้พระ ภาวนา สาม ฝึกให้เราเองปล่อยวางให้ได้ คือทำให้จิตใจเราบริสุทธิ์จากอกุศล จากกิเลส จากอุปาทาน ยึดมั่นถือมั่น

     พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าที่เราเคารพ ก็คือบุคคลที่ได้ดำเนินตามทางที่พระพุทธเจ้าสอน ดำเนินตามพระธรรมคำสอน ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ที่เข้าถึงธรรม เรียกว่าพระสงฆ์ พระสงฆ์ที่มาบวชเราเรียกว่าสมมุติสงฆ์ ดำเนินตามทางของพระพุทธเจ้าที่พระองค์ทรงสอน บุคคลใดดำเนินทางนี้จนได้ผลทางจิตทางใจ จนสามารถละกิเลสได้ บุคคลนั้นก็เรียกว่าพระอริยสงฆ์ ตั้งแต่พระโสดาบันจนถึงพระอรหันต์

เราเคารพในพระอริยสงฆ์ ขอมอบกายถวายชีวิตต่อพระอริยสงฆ์ ก็คือมุ่งหมายต่อการเคารพในคุณธรรมของพระสงฆ์ ก็ขอให้เราเข้าถึงความหมดกิเลส ตามทางที่พระพุทธเจ้าทรงสอน

นี่คือความเคารพ ความศรัทธา หรือตามรอยบาทของพระศาสดา พระธรรม และพระสงฆ์ อย่างนี้

การที่มาบวชก็ได้ความดีอยู่ 3 ประการโดยย่อ คือ
  1. ความดีเฉพาะตัวเอง เราจะได้มีการฝึกฝนอบรมตัวเอง ได้เรียนรู้จากตัวเอง จากการที่เราได้ประพฤติปฏิบัติ
  2. ความดีที่พาพ่อแม่พี่น้องมาร่วมบุญด้วยเมื่อเราตัดสินใจบวช เพราะพ่อแม่พี่น้องปู่ย่าตายายจะพลอยปลื้มปีติยินดีด้วย ตามมาเอาบุญด้วย เข้าสู่ทางแห่งการทำความดี เรียกว่าเป็นประโยชน์ต่อพ่อแม่พี่น้อง
  3. เป็นประโยชน์ต่อพระศาสนา ถ้าไม่มีผู้ศรัทธามาบวช ก็ไม่มีศาสนบุคคลคือพระสงฆ์ สามเณร เมื่อพระภิกษุสามเณรไม่มี พระศาสนาก็จะตั้งมั่นได้ยาก เพราะว่าบุคคลที่ตั้งใจศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น จะอยู่ในกลุ่มของพระสงฆ์เป็นส่วนมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าถ้าไม่มีพระสงฆ์ พุทธศาสนาจะอยู่ไม่ได้ ก็อยู่ได้ในระดับหนึ่ง เหมือนประเทศญี่ปุ่น ที่มีชาวพุทธนับร้อยล้านคน แต่ไม่มีพระสงฆ์ หรือมีน้อยมาก เพราะเขาศึกษาพระธรรมคำสอนมาใช้กับชีวิต เหมือนกับนักบวชศาสนาอื่น เช่น ศาสนาฮินดู ซึ่งเป็นศาสนาที่สถาบันนักบวชมีน้อยมาก เมื่อก่อนไม่มีเลย แต่ตอนหลังก็เลียนแบบ บางคนก็ออกมาบวชเป็นฤาษี เป็นสาธุ หรือศาสนาอิสลามเขาก็ไม่มีนักบวช แต่เขามีสถาบันผู้นำทางจิตวิญญาณเป็นอิหม่าม เขาก็ยังครองบ้านครองเรือน มีลูกมีครอบครัว ยิวก็เหมือนกัน ราไบของเขาก็คล้ายกับเป็นมัคนายก อยู่กับบ้านมีครอบครัว แต่เข้าใจหลักธรรม ก็เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณไป แต่สำหรับพุทธศาสนาของเรานั้นมีนักบวชที่ชัดเจนว่า การวัดความเจริญของพุทธศาสนา เขาวัดกันที่นักบวช ถ้านักบวชมากก็แสดงว่าพระศาสนาเจริญ เพราะนักบวชเป็นสัญลักษณ์ของผู้สละโลก ถ้ามีผู้สละโลกมากเท่าไหร่ก็แสดงว่าพระศาสนาเจริญ วัดกันที่จำนวนศาสนิกที่บวช เช่น ศาสนิกที่เป็นชาวพุทธ มี 60 ล้านคน แต่ศาสนิกที่เป็นชาวพุทธแล้วออกบวชเป็นพระเป็นเณร ตอนนี้มีไม่ถึง 5 แสนรูป ถ้าชาวพุทธที่เป็นนักบวชมีจำนวนล้านก็แสดงถึงความเจริญ คือ มีคนสละตนออกบวชมาก ฉะนั้น การที่เราบวชคนสองคนก็ถือว่ามีความหมายเชิงสถิติของพุทธศาสนิกชนด้วย

 

เมื่อเราบวชแล้ว เราจะต้องทำอะไร? คำว่า “บวช” แปลว่า “เว้น” เราต้องเปลี่ยนชุดนุ่งห่ม ต้องโกนหนวดโกนเครา ต้องเปลี่ยนความเป็นอยู่ วิถีชีวิต เปลี่ยนหมด แต่ผ้ากาสวพัสตร์หรือที่เราเรียกผ้าเหลืองนี้ เป็นผ้าสำหรับบุคคลผู้สละโลก เรียกว่าเป็นธงชัยของพระอรหันต์

 

     เรายังมีกิเลสอยู่ เราจะเอาผ้าเครื่องนุ่มห่มของบุคคลที่สมัยพุทธกาล เป็นนักบวชที่หมดกิเลสแล้วมานุ่งห่ม เขาก็เลยให้ทางออกแก่เราโดยให้ใจของเราสัมผัสพระกรรมฐาน แต่โยคีที่เข้ามาวัดเราก็ต้องรับกรรมฐานตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาอยู่แล้ว เมื่อเราก็จะรับกรรมฐานอีกครั้งหนึ่งเมื่อเรามาบวช เรียกว่า กรรมฐานของพระอุปัชฌาย์ คือ เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ

อ่าน  กิจกรรมบวชพระ 7 กรกฎาคม 2562

     เกสา แปลว่าผม โลมา แปลว่าขน นะขา แปลว่าเล็บ ทันตา แปลว่าฟัน ตะโจ แปลว่าหนัง ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง 5 ประการนี้ ให้เราดูสิ่งเหล่านี้เป็นของไม่สะอาด ไม่สวยไม่งาม ถ้าเราดูด้วยปัญญา ดูด้วยองค์ภาวนา เราจะคลายความกำหนัดยินดีในผิวพรรณ วรรณะ เพศ วัย ได้ ก็จะทำให้จิตใจเราสงบจากกิเลสทั้งหลาย มีราคะเป็นต้นได้ นี่เป็นวิธีการที่จะทำให้เรามีจิตที่สะอาด ผ่องใส ได้ชื่อว่าบวชกายและบวชใจ ส่วนกรรมฐานโดยละเอียดนั้น เราจะได้ศึกษาจากการปฏิบัติอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่เราได้บวชแล้ว

     เมื่อเราพ้นจากความเป็นคฤหัสถ์แล้ว ก่อนที่เราบวชแล้วเราจะต้องมีพระอุปัชฌาย์ของตนก่อน และขอนิสสัยขอข้อวัตรปฏิบัติที่จะพึงกระทำในขณะที่เราเป็นพระภิกษุเป็นสามเณร เรียกว่าขอนิสสัยหรือวิถีชีวิตของการเป็นนักบวช หมายถึงว่าดำเนินชีวิตไปตามแนวทางของครูบาอาจารย์ ตามแนวทางพระอริยเจ้าเป็นที่สุด

พระอุปัชฌาย์จะกล่าว ปฏิรูปัง หมายถึง ปฏิรูป ให้เราปฏิรูปหรือเปลี่ยนแปลงตัวเอง ปฏิรูปแปลว่าทำให้ดีขึ้น เปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ตั้งแต่การอยู่การกิน การนุ่งการห่ม การดำเนินชีวิตให้ดีขึ้น ขัดเกลาตัวเองมากขึ้น

โอปายิกัง หมายถึง ชอบด้วยอุบายบัณฑิต หมายความว่าการที่เราปฏิบัติได้ดำเนินตามทางของพระอริยะ เป็นทางของบัณฑิตเดินไป เพื่อความดับทุกข์แก้ทุกข์ของตน

ปาสาทิเกนะ สัมปาเทหิ แปลว่า เธอทั้งหลายทำตนให้ถึงพร้อม ให้คนอื่นเขาเลื่อมใส ตั้งแต่ศรัทธาญาติโยม ญาติมิตรพี่น้อง หรือแม้แต่เพื่อนพระเพื่อนเณรในวัดที่เรามาอยู่อาศัยกับเขา ให้เขารู้สึกดีกับเราอย่างนี้ เนื่องจากเราไม่มีครอบครัวแล้ว ครอบครัวเราก็คือหมู่สงฆ์ เนื่องจากเราเพิ่งเข้ามาใหม่ หากติดขัดอะไรก็ให้บอกพี่เลี้ยง บอกครูบาอาจารย์ได้ ไม่ต้องไปเดือดร้อนพ่อแม่ เมื่อบวชแล้วก็ช่วยวัด ช่วยปัดกวาดเช็ดถูก ทำวัตรสวดมนต์ ทำกิจกรรม เรียกว่า ต่างคนต่างเอื้อเฟื้อกัน เราก็จะได้บุญกุศลทั้งกับตนและกุศลกับพ่อแม่ญาติพี่น้องไปด้วย

     องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติให้พระอุปัชฌาย์จะต้องสอนอนุศาสน์ให้แก่ภิกษุผู้บวชใหม่นั้น อนุศาสน์แปลว่าพึงสอนตามเมื่อบวชแล้ว มี 8 ข้อ ข้อที่ควรทำมี 4 อย่าง ข้อที่ควรเว้นมี 4 อย่าง

ข้อที่ควรทำคือ
  1. เมื่อบวชแล้วจะต้องทิ้งธุรกิจการงานแบบชาวบ้าน วิธีทำมาหากินแบบชาวบ้านทั้งหมด ดำรงชีวิตด้วยการบิณฑบาตเลี้ยงชีพ อาหารการกินที่เราจะพึงได้ ได้จากอาหารที่เขาถวายตามฤดูกาลบ้าง เป็นกรณีพิเศษบ้าง เช่น สังฆทาน กิจนิมนต์ต่างๆ บ้างตามสมควร
  2. ต้องนุ่งห่มผ้าบังสุกุล ผ้าที่ไม่มีเจ้าของ แต่เนื่องจากปัจจุบันนั้นผ้าหาง่าย เราจึงมีผ้านุ่งผ้าห่มที่เป็นผ้าฝ้ายบ้าง ผ้าป่าน ผ้าไหม ผ้าลินิน ผ้าขนสัตว์ หรือผ้าใยสังเคราะห์ ก็หมายถึงว่าเราได้นุ่งห่มผ้าที่ดีมาตั้งแต่วันแรกของการบวช สมัยก่อนผ้าอย่างนี้เรียกว่าเป็นลาภพิเศษเลยทีเดียว เนื่องจากผ้าที่มีคุณสมบัติพิเศษอย่างนี้หายาก เพราะต้องทอด้วยมือ เป็นต้น
  3. ภิกษุเมื่อบวชแล้ว เราต้องทิ้งบ้านทิ้งเรือน ไม่จำเป็นต้องมีบ้านเรือนอีก ก็อยู่ตามโคนต้นไม้ ใต้ต้นไม้ พอจะมีก็เงื้อมหิน ในถ้ำบ้าง ต่อมาเมื่อโยมมีการสร้างวัดสร้างเสนาสนะถวาย เราจึงเริ่มมีกุฏิมีศาลามีวิหารมีปราสาท คำว่าปราสาทนั้นหมายถึงเรือนชั้น ที่มีอาคาร 2 ชั้น 3 ชั้น เขาเรียกว่าปราสาทในภาษาบาลี
  4. ภิกษุบวชแล้วเมื่อป่วยไข้ตามธรรมดาของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นคนหรือเป็นพระ สภาพร่างกายก็ย่อมมีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน ก็ให้ฉันยารักษาโรคภัยไข้เจ็บนั้น เรียกว่ายาดอง หรือน้ำมูตร เช่น มะขามป้อม สมอเทศ สมอไทย นำมาดองในน้ำมูตรเน่าซึ่งก็คือน้ำปัสสาวะ นำมากิน แต่ส่วนมากเดี๋ยวนี้ไม่ได้กินกันแล้วเพราะมียาแผนไทยแผนปัจจุบันรักษา ตลอดจนถึงวัคซีนรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ยาบำรุงที่จะทำให้ร่างกายเราดีขึ้นก็เป็นพวกเนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำอ้อย เป็นต้น ถือว่าเป็นเภสัช

ใน 4 ข้อที่เราทำอยู่ในปัจจุบันนี้ คือบิณฑบาต ซึ่งถือเป็นข้อวัตรของเรา อยู่โคนไม้ เราก็มีกุฏิแล้ว ฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า เราก็มียาแผนไทยแผนปัจจุบันแล้ว นุ่งห่มผ้าบังสุกุล เราก็มีผ้าเนื้อดีนุ่งห่มแล้ว จึงเหลือแต่บิณฑบาต เป็นข้อวัตรที่เราจะต้องรักษา มีบาตรเป็นภาชนะสำหรับรับอาหารที่เขาให้แล้วด้วยความศรัทธา

     ส่วน 4 ข้อหลังเป็นข้อควรเว้น คือ ข้อ 1 – 4 ในศีล 5 คือ ยกเว้นจากการฆ่า เว้นจากการลัก เว้นจากการประพฤติผิดในกาม เว้นจากการพูดมุสา แต่ที่พิเศษคือ ยกเว้นจากการฆ่า มุ่งหมายถึงการฆ่ามนุษย์ แม้แต่ปรุงยาให้หญิงแท้งก็ไม่ได้ เว้นจากการลักขโมย ของนั้นจะต้องมีราคา 5 มาสก เท่ากับหนึ่งบาทมาตราเงินขึ้นไป สามเว้นจากการเสพเมถุนทุกอย่าง คนก็ตาม สัตว์ก็ตาม สี่เว้นจากการพูดมุสาเกี่ยวกับเรื่องของฌานอภิญญา มรรคผล คุณธรรมเบื้องสูง เช่น ไปพูดหลอกเขาว่า ฉันได้ฌานอภิญญา หูทิพย์ ตาทิพย์ รู้วาระจิตคนอื่น เป็นต้น พูดตั้งใจให้เขาศรัทธาเลื่อมใส ถ้าเขาเชื่ออย่างนั้นจะทำให้เราพ้นจากความเป็นพระ ฉะนั้นจะต้องเว้นจากการพูดมุสา เว้นจากการฆ่าสัตว์ เว้นจากการลักทรัพย์ เว้นจากการเสพเมถุนทั้งคนทั้งสัตว์ทั้งหลายทั้งมวล ส่วนศีลข้อละเอียดมากไปกว่านี้ พระพี่เลี้ยงจะได้อธิบายให้พร้อมข้อวัตรที่จะต้องทำ

 

เมื่อเราได้ทำดังนี้ก็ได้ชื่อว่าเราได้ประพฤติตามหลักของศีลสมาธิปัญญา เมื่อศีลสมาธิปัญญาเราเจริญดีแล้วก็ทำให้อาสวะธรรมคือกิเลสทั้งหลายระงับไปด้วย นี่แหละจะเป็นความสุขของเราในขณะที่เราบวชเป็นพระ

 

┗━━━━━•❃°•°•°•°❃•━━━━━┛

โครงการอุปสมบทหมู่

ผู้มีความประสงค์เข้าร่วม โครงก อ่านต่อ

กิจกรรมบวชพระ 7 กรกฎาคม 2562

กิจกรรมบวชพระ ณ วัดร่ำเปิง (ตโ อ่านต่อ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *