"สัมมาทิฏฐิ"ในธัมมจักกัปปวัตนสูตร

ที่เราได้สาธยาย “ธัมมจักกัปปวัตนสูตร” ซึ่งเป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงเป็นกัณฑ์แรกในการเผยแผ่ธรรมของพระองค์ พระสูตรนี้จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า ปฐมเทศนา คือธรรมเทศนากัณฑ์แรก

คำว่า “สูตร” คือ เรื่องหนึ่ง หัวข้อหนึ่ง หัวข้อที่ว่าด้วย จักร คือ ธรรม ปวัตน คือ เคลื่อนไป ธัมมจักกัปปวัตนสูตร คือ พระสูตรที่ว่าด้วยเรื่องการขับเคลื่อนธรรมจักร จักร ก็คือ ล้อรถ ที่พารถเคลื่อนไป ธรรมจักรก็คือ ล้อธรรม ล้อที่พา-ขับเคลื่อนจิตใจของเราไป ล้อนั้นมีองค์ประกอบ (กงหรือซี่) 8 ซี่ คือ อริยมรรคมีองค์ 8

     สัมมา คือ ถูกต้อง หรือ ชอบธรรม สัมมาทิฏฐิ ก็คือความเห็นถูกต้องว่า การที่เราจะเข้าใจพระนิพพานหรือความดับทุกข์นั้น ต้องมีสัมมาทิฏฐิหรือความเห็นถูกต้องก่อน

     แล้วเราจะเอาอะไรเป็นเครื่องวัดหรือมาตรฐานว่า ความเห็นถูกนั้นคืออะไร

     ความเห็นถูกนั้น 8 อย่างก็มี 4 อย่างก็มี

     สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ ที่ขยายความในสติปัฏฐานนั้นคือ การเห็นอริยสัจ 4 มีความเห็นถูกเกี่ยวกับกับเรื่องอริยสัจ 4 ที่เราสวด อิทัง ทุกขัง อิทัง ทุกขะสะมุทะโย อิทัง ทุกขะนิโรโธ อิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา ต้องไปศึกษากัน ว่าอริยสัจ 4 มีอะไรบ้าง ก็คือ
ทุกขอริยสัจความจริงคือทุกข์
ทุกขสมุทยอริยสัจความจริงคือเหตุแห่งทุกข์
ทุกขนิโรธอริยสัจความจริงคือความดับทุกข์
ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจความจริงคือข้อปฏิบัติที่จะทำให้เราเข้าถึงความดับทุกข์

 

ท่านยกผลก่อน คือ ทุกข์ แล้วเหตุคืออะไร

ทุกข์ คือ กายใจเรานี้ คือ กองทุกข์กองหนึ่ง ที่ว่าขันธ์ 5 เป็นทุกข์

เหตุแห่งทุกข์คืออะไร? ก็คือ ตัณหา 3 อย่าง หรือความอยาก 3 ประการ คือ ความอยากในกาม ความอยากในภพ ความอยากในวิภพ

 

คำว่า ความอยากในกามก็คือ ความปรารถนา ความอยากทั่วไป

ตั้งแต่เรื่องของเมถุน เพศสัมพันธ์ หรือความหมกมุ่นเกี่ยวกับการกินเล่นเต้นรำ เสพสิ่งเสพติด สุรายาเมา

สูงขึ้นมาก็แสวงหาความสุข การร้องรำทำเพลง ดีดสีตีเป่า จะเป็นดนตรีคลาสสิก เล่นเปียโน ไวโอลิน

หรือที่สูงขึ้นมาเป็น ความพอใจในเรื่องความจำเป็นของชีวิต เช่น ต้องมีกินมีใช้ มีนุ่งมีห่มเกี่ยวกับปัจจัย 4 เราต้องการมีบ้านเรือน มีรถ มีเครื่องประดับตกแต่ง เพชรพลอยของใช้ เงินทอง

สูงขึ้นมาอีกก็ต้องการหน้าตา มีเกียรติ มีตำแหน่ง มีฐานะ มีหน้าที่ มียศมีศักดิ์ มีกิตติคุณ เช่น ข้าราชการก็ต้องได้สายสะพาย ได้เครื่องราชอิสริยาภรณ์

     ทั้งหมดนี้เป็นกาม ความอยากทั้งนั้น สูงขึ้นมาอีก เราก็ต้องการเกียรติยศชื่อเสียงให้เขายอมรับว่าเรานั้นเป็นคนดีของสังคม ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่าง สติปัญญา ความรู้ความสามารถ เงินทอง หว่านไปจ่ายไป ให้คนอื่นยอมรับว่าเรานั้นเป็นคนดี สูงขึ้นมาอีก เราก็ต้องการคุณธรรม ต้องการเป็นนักบุญ เป็นรัฐบุรุษ เป็นโพธิสัตว์ เหล่านี้ก็ยังเป็นความอยากอยู่ ต้องการตำแหน่งฐานะเป็นเทพบุตรเทวดา ท้าวสักกะเทวราช อินทร์พรหมยมยักษ์ทั้งหลาย สูงขึ้นไปอีกแม้ภพภูมิหน้าจะมองไม่เห็น แต่ก็ขอให้ได้ไปเกิดในดินแดนของพระโพธิสัตว์ ดินแดนของพระเจ้าอะไรก็ว่าไป ทั้งหมดนี้เป็นกำลังของตัณหาทั้งนั้น

สิ่งที่ตัณหาจับต้องไม่ได้ ก็คือ นิพพาน อย่างเดียวเท่านั้น

     ถ้าตัณหาเข้าไปแตะ ตัณหาก็จะถูกทำลายทันที เหมือนเอาน้ำแข็งไปแตะใกล้ไฟหรือโยนเข้ากองไฟ น้ำแข็งละลายแน่นอน นิพพานก็เหมือนกัน ถ้าตัณหาเข้าไปแตะนิพพานเมื่อไหร่ นิพพานก็จะดับตัณหาทันที ดังนั้น สิ่งที่ตัณหาเอามาแตะหรือเอามาเป็นอารมณ์ เอามายึดถือไม่ได้ก็คือนิพพานเท่านั้น นอกนั้น ตัณหาเอามาเป็นเครื่องมือ เงื่อนไข ได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะไปเกิดในชั้นท้าวมหาพรหม 16 ชั้น ซึ่งดิ้นรนไปอยู่ก็ด้วยอำนาจของตัณหาทั้งนั้น

     แม้ว่าเราจะอยู่ในฐานะของการกินตามน้ำ หักเปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็นเรื่องของการผิดจรรยาบรรณ ผิดสามัญสำนึก ไปจนถึงผิดระเบียบกฎเกณ์ของสังคม เรียกว่า อธัมมิยโลภะ โลภแบบไม่ถูกธรรม ประเภทที่สองคือ ธัมมิยโลภะ ความโลภถูกธรรม ก็คือ ความอยากที่ขวนขวายให้ถูกทาง สร้างบุญสร้างกุศล อยากจะเป็นมนุษย์อีก ก็โลภ อยากเป็นเทวดา ก็โลภ อยากจะเป็นพรหม ก็โลภ แม้แต่อยากถึงมรรคผลนิพพาน ก็ถือเป็นความโลภ แต่เป็นความโลภเบื้องต้น พอไปถึงจุดหนึ่งความโลภก็เข้าถึงไม่ได้ ฉันใด

     ธัมมิยโลภะในพระอภิธรรมนั้นได้กล่าวว่า ภวนิกันติโลภชวนะ หมายถึง กระแสแห่งโลภะคือ ความพอใจในภาวะ ในภพในภูมิ นิกันติ แปลว่าความพอใจ ภว คือความมีความเป็น มันไหลไปจนถึงโคตรภูญาณ

     โคตรภูญาณ เป็นวิปัสสนาญาณชั้นสูง เลยสังขารุเปกขาญาณไป แล้วอนุโลมญาณ และโคตรภูญาณ ซึ่งโคตรภูญาณนี้ อีกขณะจิตเดียวก็จะเป็นมัคคญาณ ตอนที่เป็นโคตรภูญาณนั้นยังมีโลภชวนะตัวนี้อยู่ แต่พอมัคคญาณเกิดขึ้น โลภะหรือตัณหาก็จะถูกดับทันที เพราะมัคคญาณนั้นมีอารมณ์เป็นพระนิพพาน ตัณหาจะดับลงตรงจุดนั้น พอมัคคญาณก็จะเป็นผลญาณซึ่งมีอารมณ์เป็นพระนิพพาน ปัญจเวกขณญาณ ก็มีอารมณ์เป็นพระนิพพานเช่นเดียวกัน รวมถึงกิเลสที่ละแล้วหรือกิเลสที่ยังเหลืออยู่เป็นอารมณ์ได้

     ดังนั้น พวกเราลองคิดดูว่ากำลังของตัณหานั้นมีมากแค่ไหน ตอนที่พระองค์ได้ตรัสรู้แล้ว ได้เปล่งวาจาในปฐมพุทธพจน์ว่า “อะเนกชาติ สังสารัง สันธาวิสสัง อะนิพพิสัง คะหะการัง คะเวสันโต ทุกขา ชาติ ปุนัปปุนัง” หมายถึง เราเกิดมาเป็นอเนกชาติ เกิดแล้วเกิดเล่า ทุกข์แล้วทุกข์เล่า เพิ่งมารู้ตัวต้นเหตุว่าคือตัณหา พระองค์เปรียบว่าเหมือน “นายช่างผู้สร้างเรือน” เรือนก็คือภพชาติ นายช่างผู้สร้างเรือนที่ทำให้เราเกิดๆ ตายๆ ในภพชาติไม่ถ้วน เป็นพรหมบ้าง เป็นเทวดาบ้าง เป็นมนุษย์บ้าง เป็นสัตว์อบายบ้าง สารพัด หมุนเวียนในสังสาระหาประมาณไม่ได้ตลอดกัปตลอดกัลป์ที่พระองค์ทรงสร้างบารมี ตอนนี้เรารู้แล้วนายช่างผู้สร้างเรือนเอย ต่อไปนี้ท่านจะไม่สามารถสร้างเรือนให้เราอยู่ได้แล้ว

อ่าน  ชำระล้างวิปลาสธรรม

     ในบทหนึ่งว่า “ตัณหานัง ขะยะมัชฌะคา ติ.” ตัณหานั้นหมดไปแล้ว ตอนนี้เราหมดตัณหาแล้ว นายช่างผู้สร้างเรือนเราได้จัดการท่านแล้ว หมดหน้าที่ ไม่มีเรือนที่สองให้ท่านสร้างแล้ว ก็คือว่า ตราบใดที่เรายังไม่เข้าสู่อรหันตมัคคญาณ ตัณหามันยังรออยู่ที่ประตูหน้าวัดนั่นแหละ แม้แต่พระอนาคามีก็ยังมีตัณหา คือ ยังพารูปนามของท่านไปเกิดในพรหมโลก ตัณหาของพระสกทาคามี พระโสดาบัน ก็พาท่านไปเกิดในมนุษยโลก เทวโลก และพรหมโลก เพราะยังมีเชื้อกิเลสอยู่ ถ้ากำลังบุญไม่พอก็ไปเกิดแค่มนุษยโลก หรือบางทีก็เทวโลก ถ้าได้ฌานสมาบัติด้วยก็จะได้ไปเกิดในพรหมโลก แต่พระอนาคามีนั้นจะไปเกิดในภพสูงอย่างเดียวเพราะท่านไม่มีกามคุณอารมณ์แล้ว

     ฉะนั้น พระโสดาบันนี้ โสตะ คือกระแส ปัตติ แปลว่าตกไป โสดาปัตติมรรค คือทางที่ตกไปสู่กระแสพระนิพพานครั้งแรก เรียกว่า โสดาบันหรือโสดาปัตติมรรค

     ตอนที่เราเข้าไปตกกระแสพระนิพพานครั้งแรกนั้น คือ บุคคลนั้นได้ดับความสงสัยในเรื่องของพระรัตนตรัย ดับความสงสัยในเรื่องของบุญบาปดีชั่ว ดับความสงสัยในเรื่องมรรคผลนิพพาน เพราะตนเองถึงแล้ว ได้ลิ้มรสแล้ว แต่ก็เพียงแค่ลิ้มรส คือรู้ทางไป และหมดความเห็นผิดเรื่องขันธ์ 5 เป็นตัวตน ถ้ายังยึดว่าขันธ์ 5 เป็นตัวตนอยู่ก็ยังไม่ถึง ขันธ์ 5 เป็นอนัตตา ด้วยปัญญาเห็นชอบนี้ ว่าขันธ์ 5 นี้มันไม่ใช่อัตตา มันเป็นอนัตตา ถ้าเราเข้าใจขันธ์ 5 เป็นอนัตตาด้วยปัญญาเห็นชอบจริงๆ ไม่ใช่แค่สัมมาทิฏฐิ แค่ได้ฟังได้คิด

     แต่ส่วนมากในปัจจุบันเรามีแค่สัมมาทิฏฐิในระดับได้ฟังได้คิด หรือได้ปฏิบัติในเบื้องต้น แต่ยังไม่ถึงระดับโสดาปัตติมรรค ก็เป็นโลกียสัมมาทิฏฐิ ซึ่งโลกียสัมมาทิฏฐิก็ยังสามารถนำพาเราไปเกิดในมนุษยสมบัติ สวรรค์สมบัติได้ แต่ยังมีเชื้อกิเลสอยู่ยังดับไม่สนิท 

     แต่ถ้าเมื่อใดที่ถึงสัมมาทิฏฐิในระดับโลกุตตระ คือเป็นสัมมาทิฏฐิในระดับพระโสดาบัน มันจะปิดประตูอบายได้เลย ถึงเราจะเกิดก็เกิดในสุคติภูมิ เกิดมาเป็นมนุษย์บ้าง เทวดาบ้าง เป็นพรหมบ้าง ตามฐานะของบุญ แต่ประตูอบายนั้นปิดสนิทแล้ว ไปไม่ได้เพราะเหตุปัจจัยไม่ไปแล้ว แต่พวกเรานี้ยังไปได้อยู่ เหมือนกับคนดีที่เข้าไปติดคุกแดนหนึ่งได้ ประตูวังเปิดทำไมไม่เกิดในวัง ประตูคุกปิดทำไมจึงไปติดตะราง ก็เพราะว่าเรามีกรรม ทำให้กุญแจที่แข็งแกร่งหลุดไปได้

     ทั้งหมดนี้คือ เหตุแห่งทุกข์ ตัณหา ความอยาก ตัวตัณหานี้ลงไปสู่อบายได้จนถึงนรกภูมิ นรกภูมิที่ลึกที่สุดคือ โลกันตนรก ท่านกล่าวว่า เกิดจากมิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิดว่าบาปไม่มีจริง บุญไม่มีจริง โลกนี้โลกหน้าไม่มีจริง นรกสวรรค์ไม่มีจริง กรรมไม่มีจริง ผลแห่งกรรมไม่มีจริง แล้วก็ทำกรรมเหล่านั้นไป บุคคลนั้นถ้าตายไปตกนรกก็อาจลงโลกันตนรกเลยทีเดียว สิ่งเหล่านี้อาจมองไม่เห็นแต่ก็มีปรากฏในคัมภีร์

     ถ้ามองในแง่ดาราศาสตร์ จักรวาลหรือกาแล็กซี่นั้นมีหลุมดำที่ดูดทุกสรรพสิ่งหายเข้าไปในนั้นทั้งหมดทั้งสิ้น มีพลัง มีแม่เหล็ก มีพลังความร้อนอย่างมหาศาล ไม่ต้องถึงหลุมดำหรอก แค่ศูนย์กลางของดวงอาทิตย์ หรือถ้าไกลไปก็ศูนย์กลางของโลกที่พิสูจน์ได้อย่างลาวา

     เปรียบเทียบว่ากรรมหรืออกุศลที่เรามีอยู่ พาอัตภาพของขันธ์ธาตุที่เกิดจากการทำกรรมชั่วนี้ตกถึงนิรยภูมิจะทุกข์แค่ไหน ถ้าเราจะป้องกันตัวเองให้พ้นทางนั้น ต้องบรรลุธรรมอย่างน้อยเป็นพระโสดาบันให้ได้ การเจริญวิปัสสนากรรมฐานจะพาเราให้ไปถึงจุดนั้นได้ คือ กำหนดรู้ปัจจุบันขณะ ให้เห็นรูปเห็นนามให้ได้ อย่าเห็นเป็นตัวเป็นตน เพราะตัวเราเข้าไปนั้นไม่มี มีแต่สภาวธรรมเข้าไป ถ้าเรายังมีตัวเราของเราอยู่ตราบใด ขณะจิตนั้นก็มีอัตตาหรือตัวตนเกิดขึ้นขณะนั้น ตัวนั้นแหละจะเป็นทางที่ทำให้เราไม่สามารถเข้าถึงสภาวะแห่งความดับนั้นได้ ที่ว่า นิพพานหรือนิโรธ คือ ต้องดับตัณหานั้นให้ได้ ตัณหาที่มีความเห็นผิด รู้ผิด คิดผิดว่า ขันธ์ 5 นี้มีตัวตน เป็นของๆ ตน

     บางคนนั้นมีตัณหาหรือทิฏฐิแรงกล้า อัตตามาก ที่เรียกว่า สักกายทิฏฐิ มีความเห็นผิดว่าขันธ์ 5 เป็นตัวตน เวลาเราสาธยายอนัตตลักขณสูตร ขันธ์ 5 เป็นอนัตตา ฉะนั้นพระพุทธเจ้าสอนให้เราละขันธ์ความมีตัวตนนี้ให้ได้ มันจึงจะทำให้เราเข้าถึงมรรค

    ดังนั้นตัณหาเป็นเหตุแห่งทุกข์ เราจะดับทุกข์ได้ ต้องดับที่ตัณหาทุกประการ ตัณหาที่จะต้องดับก่อนเพื่อนก็คือตัณหาที่เกี่ยวกับความเห็นผิดว่าขันธ์ 5 เป็นตัวตน ถ้าดับตัวนี้ได้ มิจฉาทิฏฐิตัวอื่นจะดับลงไป และจะเหลือแต่มิจฉาทิฏฐิที่ไม่ต้องนำไปสู่อบาย 

     มิจฉาทิฏฐิที่หยาบที่สุดคือไม่เชื่อเรื่องบุญบาป ศีลธรรม ไม่เชื่อโลกนี้โลกหน้า ไม่เชื่อมรรคผลนิพพานนี่แหละเป็นมิจฉาทิฏฐิ นำไปสู่อบายได้ แต่มิจฉาทิฏฐิที่เป็นสักกายทิฏฐิจะพาเราไปสู่นิพพานไม่ได้ แต่พาเราไปสู่มนุษยสมบัติ สวรรค์สมบัติได้ เช่น เวลาทำบุญเราก็ขอ ขอให้เป็นนั้นเป็นนี้ นี่เป็นมิจฉาทิฏฐิประเภทที่ทำให้เรายังมีทุกข์ที่เกี่ยวกับมนุษยสมบัติ สวรรค์สมบัติ

เหตุแห่งทุกข์ก็คือความอยาก ความปรารถนา ความต้องการ แต่ตัณหาแตะธรรมะตัวหนึ่งไม่ได้ นั่นก็คือ นิพพาน เอานิพพานมาเป็นอารมณ์ไม่ได้ นอกนั้น ตัณหาเอามาเป็นอารมณ์ได้หมด

     แม้แต่ท้าวมหาพรหมก็อยู่ในอำนาจของตัณหา มีแต่พระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์เจ้าทั้งหลายที่ไม่อยู่ในอำนาจของตัณหา พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี ก็ยังอยู่ในอำนาจของตัณหาบางส่วน พลั้งเผลอก็ถูกอำนาจของตัณหาเข้าครอบงำได้ แต่ถ้าปุถุชนลงมาแล้ว ต่อให้เป็นท้าวมหาพรหม เป็นพระเจ้า ที่ยังมีความโกรธ ความพอพระทัยไม่พอพระทัย มีความไม่ชอบใจ ห้ามไปกราบคนอื่น ห้ามก้มหัวให้คนอื่น ยังเป็นความเห็นแก่ตัวอยู่ ใจไม่กว้างขวาง ก็เกิดจากตัณหา ความอยาก ขอให้เป็นใหญ่คนเดียวในโลกในจักรวาลนี้ ขอให้ทุกคนมาสวามิภักดิ์ สยบต่อฉันคนเดียวเท่านั้น เหล่านี้คือตัณหา แม้ว่าจะมีเมตตาจิต มีกรุณาจิต มีศรัทธาจิต เป็นผู้ยิ่งใหญ่ในการเสียสละทุกสิ่งทุกอย่าง ก็ยังตกอยู่ในอำนาจของตัณหา เพราะยังมีความอยากความปรารถนาเป็นผลตอบแทน ต้องการรางวัลของโลกเป็นของตอบแทนอยู่ ยังมีอยู่มาก เพราะสภาพจิตของคนเหล่านั้นยังไม่ถึงขั้นเป็นพระอริยะนั่นเอง

ทีนี้เราจะดับตัณหาได้อย่างไร ?

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ต้องมีสัมมาทิฏฐิ มรรคมีองค์ 8 มีปัญญาเห็นชอบว่า นี้คือทุกข์ นี้คือเหตุแห่งทุกข์ นี้คือความดับทุกข์ นี้คือข้อปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ ตรึกก็ตรึกชอบว่าข้อปฏิบัติที่จะทำให้เราดับทุกข์นั้นทำอย่างไร ได้แก่ ให้มีศีล พัฒนาศีล สมาธิ ปัญญา ให้สมบูรณ์ คิดชอบ ตรึกชอบ พูดชอบ กระทำชอบ ดำเนินชีวิตชอบ มีสติระลึกชอบ มีความเพียรชำระกิเลสชอบ มีสัมมาสมาธิตั้งจิตมั่นชอบ ตั้งจิตมั่นไปในทางเพื่อจะดับกิเลส ถ้ามีมรรคมีองค์ 8 ขับเคลื่อนไปด้วยกันอย่างต่อเนื่องสมบูรณ์แบบ เรียกว่า มรรคสมังคี

     มรรคสมังคีเกิดขึ้นขณะใด ก็เข้าถึงมรรคสมบูรณ์ที่เรียกว่าโลกุตระมรรค มรรคจะดับกิเลสได้ในขณะนั้น มรรคสมังคีจะเกิดเพียงแค่ขณะจิตเดียวเท่านั้น แต่ว่าสามารถดับกระแสตัณหาได้ ดับกระแสอกุศลทั้งหมดทั้งมวลได้ตามฐานะของมัน และกิเลสที่ถูกมรรคตัด กิเลสนั้นจะไม่กลับมาเกิดอีกต่อไป เช่น โสดาปัตติมรรคก็ดับมิจฉาทิฏฐิ ความสงสัย พระอนาคามีมรรคก็ดับกามราคะ ปฏิฆะคือความโกรธ ได้อย่างสิ้นเชิงแล้ว ส่วนอรหันตมรรคก็ดับอวิชชา โมหะ อุจธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน) ถีนมิทธะ (ความง่วงเหงาหาวนอน) ภวราคะหมดไป

อ่าน  กำหนดการทอดกฐินสามัคคีมหากุศล 2564

    ดังนั้น โยคีที่มาปฏิบัติธรรมแล้วง่วงก็เพราะยังไม่ใช่พระอรหันต์ ปฏิบัติแล้วยังมีความง่วงความฟุ้ง ก็เพราะยังไม่ใช่พระอรหันต์นั่นเอง ความไม่รู้โทษของกาม ไม่รู้โทษของสังสาระคืออวิชชา โมหะ บุคคลที่จะละได้ก็มีแต่พระอรหันต์ ต่ำลงมา พระอนาคามี ละได้คือกามราคะ (ความพอใจในกาม) กับปฏิฆะ (คววามโกรธ) ส่วนพระโสดาบันละได้ต่ำสุดคือความเห็นผิดกับความสงสัยในพระรัตนตรัย

     เมื่อเรายังทำไม่ได้ทำไม่ถึง ก็ให้เราตั้งสัมมาทิฏฐิไว้ก่อน โลกียสัมมาทิฏฐิให้ได้ ยังมีความเชื่อในผลของการทำบุญทำทาน รักษาศีลภาวนา กำลังตัวนี้จะเสริมเรามากขึ้นจนสามารถสำเร็จเป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี เป็นต้น ไปจนพระอรหันต์

     โลกียสัมมาทิฏฐิก็เชื่อว่าโลกหน้ามีจริง โลกนี้มีจริง เชื่อว่าการให้ทานมีผล การปฏิสันถารมีผล การต้อนรับมีผล เชื่อว่าคุณบิดามารดามีจริง เชื่อเรื่องเกี่ยวกับกฎแห่งกรรม ใครทำกรรมดีย่อมได้ดี ทำกรรมชั่วก็ต้องได้ชั่ว เชื่อเรื่องของข้อวัตรปฏิบัติของสมณะ ของนักบวชที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบว่ามีอยู่จริง ไม่ใช่บวชเพียงแค่หวังผล เพียงแค่กินๆ อยู่ๆ ถ้าเรามีความชัดเจนในเรื่องนี้ เราก็จะมุ่งมั่นเข้าสู่ทางแห่งความดับทุกข์ แต่ระยะทางของเรานั้นไม่เท่ากัน บางคนอาจจะมีเส้นทางที่เดินมามากแล้ว สร้างสมบุญกุศล สร้างบารมีมามากแล้ว ก็มีโอกาสที่จะบรรลุธรรมได้อีกไม่นาน

ท่านจึงเปรียบเทียบเหมือนกับบัว

บัวทุกดอกมันมาจากเหง้าใต้ดินจากโคลนตมทั้งนั้น แต่ก้านบัวมันชูขึ้นมาไม่เท่ากัน บัวดอกที่เกิดก่อนมันก็พ้นน้ำไป บัวบางดอกก็ปริ่มน้ำ บัวบางดอกก็อยู่ใต้น้ำ พวกที่อยู่ใต้น้ำก็มีหลายระดับ ใต้น้ำออกจากโคลนมาหนึ่งนิ้ว หนึ่งคืบ หนึ่งศอก หนึ่งเมตร หนึ่งช่วงแขน อยู่ที่น้ำลึกน้ำตื้น บางคนรออีกไม่กี่วันก็พ้นน้ำ แต่มันก็ยังอยู่ใต้น้ำยังไม่บาน อยู่ที่ว่าเราเป็นบัวประเภทไหน

     พวกบัวพ้นน้ำกับบัวปริ่มน้ำ ไม่ต้องพูดถึง เพราะเขาหมดอาสวะกิเลสกันไปหมดแล้ว แต่พวกเราทั้งหมดส่วนมากเป็นบัวใต้น้ำทั้งนั้น หมายถึงว่าเราจะต้องศึกษาให้มาก ปฏิบัติให้มาก พากเพียรให้มาก คบมิตรให้ดี อยู่ในสังคมที่ดี ภาวนาอย่างต่อเนื่อง ทุ่มเทชีวิต ก็จะมีโอกาสได้บรรลุธรรมเป็นระดับพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี แสดงว่าพวกเราเป็นพวกบัวใต้น้ำ แต่พวกที่ว่าท่องพระไตรปิฎกจบหมด เรียนอะไรจบหมดแตกฉานหมด แต่กิเลสยังละไม่ได้สักตัว มันก็เป็นบัวใต้ตมนั่นเอง

เราอย่าลืมว่าบัวทุกดอกมาจากโคลนตม เราเป็นบัวประเภทไหนเท่านั้น แต่มันงอกออกมาในฤดูกาลนี้ บางดอกก็งอกออกมาก่อน ที่เราไปเห็นสภาพเป็นดอก สภาพที่มันบาน สภาพที่มันจะบาน หรือสภาพที่มันกำลังไต่เต้า ก็รอหน่อย ไต่เต้าขึ้นมาเรื่อยๆ แต่มันก็จะบานในฤดูกาลนี้แหละ เพียงแต่อาจจะบานทีหลัง บัวที่บานหรือพ้นน้ำแล้ว เขาตัดไปบูชาพระเรียบร้อยแล้ว จนถึงฤดูกาลนี้ไม่มีแล้ว มันก็ยังมีเหง้าบัวอยู่ เรียกว่าเชื้อบุญเก่ายังมีอยู่ พอมีน้ำดีดินดีในปีใหม่ มันก็อาจจะงอกเงยขึ้นมาก่อนเพื่อนก็ได้ ก็หมายถึงว่าเราอาจจะต้องรอพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปก็มาเทศน์มาสอนให้เราพ้นได้

     ฉะนั้นสำคัญอยู่ที่สัมมาทิฏฐิ แม้แต่พระโพธิสัตว์ทุกองค์ตั้งแต่ได้รับการพยากรณ์จากพระพุทธเจ้า ท่านมีสัมมาทิฏฐิ มุ่งไปสู่พระนิพพานเต็มที่ เชื่อมั่นในมรรคผลนิพพาน แต่ท่านยังมีอาสวะกิเลสเต็ม พูดเช่นนี้จะบอกว่าพระโพธิสัตว์ไม่ดี สู้พระโสดาบันมิได้หรือ มันไม่ใช่  พระโพธิสัตว์นั้นท่านมีเป้าหมายสูงจะเป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป แต่พระโสดาบันจนถึงพระอรหันต์ทั่วไปนั้นท่านเป็นพระสาวกธรรมดา เรียกว่ารู้ธรรมเฉพาะตน เอาตัวรอดเฉพาะตัว แต่พระโพธิสัตว์นั้นท่านมุ่งเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จะพาสัตว์โลกไปสู่ความดับทุกข์

     ให้เข้าใจว่าที่เรามาปฏิบัติธรรมนี้ เป้าหมายอันดับแรกเลยคือทำความเห็นให้ถูก ความเห็นถูกคือ เห็นว่า นี้คือทุกข์ ขันธ์ 5 ร่างกายชีวิตนี้คือทุกข์ ไม่ต้องวิ่งหาสุขที่ไหน แต่ให้เข้าใจเรื่องทุกข์ให้ชัดเจน และให้เข้าใจเหตุแห่งทุกข์คือตัณหา ความอยาก ความปรารถนาทุกประเภท แล้วเราจะดับทุกข์ต้องดับที่ตัณหา การดับตัณหานี้คือนิโรธ หรือนิพพาน ฉะนั้น นิพพานะ ปัจจะโย เราไม่ต้องไปอธิษฐานหานิพพานที่ไหน หมายถึงอธิษฐานเพื่อดับกิเลสของตนนี้แหละ ไม่ใช่นิพพานที่อยู่บนสรวงสวรรค์ นิพพานที่เราจะเข้าถึงต้องดับตัณหาที่เกิดขึ้นกับกายใจตน ต่ออารมณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าในตนนี่แหละ ไม่ใช่อธิษฐาน นิพพานะ ปัจจะโย ขอให้ข้าพเจ้าถึงนิพพาน แต่ไม่ยอมดับกิเลสสักที บางทียังหาเหตุปัจจัยให้กิเลสเกิดขึ้นมากมายอีกต่างหาก แล้วจะดับถึงนิพพานได้อย่างไร

สิ่งที่จะทำให้เราดับกิเลสได้ก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา นี้ ปัญญาในสัมมาทิฏฐิ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัมมาวายามะ ความเพียรชอบ ระลึกชอบ ตั้งมั่นชอบ การที่เราเว้นชั่วทำดี ทำใจให้บริสุทธิ์นี้แหละจะเป็นทางแห่งความดับตัณหา ดับทุกข์ ฉะนั้น นิพพานจึงไม่ใช่ไปดับชาติหน้า ภพหน้า แต่นิพพานต้องดับตอนนี้ เมื่อใดที่อีโก้มันเกิดขึ้นขณะใดนั่นแหละ เหตุแห่งทุกข์มันเกิดขึ้นแล้ว ความมีตัวมีตนเกิดขึ้นขณะใดนั่นแหละเหตุแห่งทุกข์เกิดขึ้นแล้ว ให้เรารู้อย่างนี้เสมอ อาจารย์ก็ช่วยไม่ได้ ต่างคนต้องต่างดับของตัวเอง แต่แนะนำได้บอกได้ แต่เราจะดับต้องดับได้ด้วยตัวเอง คนอื่นมาดับแทนเราไม่ได้ แม้มีพราหมณ์กลุ่มหนึ่งมาขอให้พระพุทธเจ้าช่วยดับทุกข์ให้ พระพุทธองค์บอกว่าเราไม่สามารถจะดับทุกข์ท่านได้ ท่านต้องดับด้วยตนเอง.

พระภาวนาธรรมาภิรัช
โอวาทธรรมหลังวัตรเย็น
วันที่ 15 พฤศจิกายน 2564

 
┗━━━━━•❃°•°•°•°❃•━━━━━┛
นี้คือทุกข์ ไม่ใช่เราทุกข์
นี้คือทุกข์ไม่ใช่เราทุกข์ นี้คือเหตุแห่งทุกข์

สัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูก คือ เห็ อ่านต่อ

สัมภาระวิบาก
เหตุใดเราจึงไม่บรรลุธรรม

พวกเราทุกคนก็ได้ถือสัมภาระวิบา อ่านต่อ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *