ธรรมทั้งหลายเกิดแต่เหตุ

ธรรมทั้งหลายเกิดแต่เหตุ นี้ เป็นพระธรรมเทศนาที่พระภาวนาธรรมาภิรัช ได้แสดงเมื่อวันที่ 5 เดือนเมษายน พ.ศ. 2555 ตรงกับวันโกน ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 7 (เหนือ) ปีพุทธชยันตี

 

ธรรมทั้งหลายเกิดแต่เหตุ - เมื่อเหตุไม่พร้อม

     วันนี้เป็นโอกาสพิเศษที่มีพระภิกษุ ภิกษุณี สามเณร แม่ชี โยคี ครบบริษัท 4 ภิกษุณีเพิ่งเดินทางมาจากเวียดนาม มาปฏิบัติธรรมที่นี่

          ปีนี้เป็นปีพุทธชยันตี เป็นปีที่พระพุทธเจ้าได้ชัยชนะต่อกิเลสมาร ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถึงปีนี้นับได้ 2,600 ปี เป็นปีที่ประกาศความเจริญรุ่งเรืองของพระศาสนา ที่ยืนยาวมาถึง 2,600 ปี

          เมื่อองค์พระศาสดาตรัสรู้แล้ว ได้เดินทางโดยพระบาทไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เพื่อโปรดพระปัญจวัคคีย์ที่เคยอุปัฏฐากพระองค์ ในครั้งที่พระองค์ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา แต่เมื่อพระองค์ทรงหันมาบำเพ็ญเพียรทางจิต ละทิ้งการทรมานกาย พระปัญจวัคคีย์คิดว่าไม่ใช่ทางที่จะตรัสรู้ จึงทิ้งพระองค์มาอยู่ที่ป่าแห่งนี้

พระธรรมที่พระองค์ทรงแสดงเป็นปฐมเทศนา เราเรียกว่า พระธัมมจักกัปปวัตนสูตร นั้น เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับอริยสัจ 4

          พระปัญจวัคคีย์รูปแรกคือ ท่านโกณฑัญญะ ฟังแล้วได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันก่อนคนอื่น จึงเกิดพระสงฆ์ขึ้นในวันนั้น หลังจากนั้นองค์พระศาสดาจึงทรงสอนธรรมแก่พระปัญจวัคคีย์ที่เหลือ จนได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันทั้งหมด ต่อมาพระองค์ทรงแสดงธรรมอีกสูตรหนึ่งเรียกว่า อนัตตลักขณสูตร เป็นสูตรที่แสดงถึงความเป็นอนัตตา คือ ความไม่มีตัวตน เพื่อพระองค์ทรงแสดงธรรมจบแล้ว พระปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์พร้อมกัน

          จากนั้น พระองค์และพระปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ก็ทรงประกอบพุทธกิจอยู่ในป่าแห่งนั้น วันหนึ่งมีลูกเศรษฐีชื่อว่า ยสะ เกิดความรู้สึกเบื่อในการดำเนินชีวิตของท่าน ถึงแม้ท่านเป็นลูกเศรษฐีมีความเป็นอยู่สุขสบาย แต่ท่านเห็นความทุกข์ของชีวิต จึงออกเดินทางจากบ้านเพื่อหาทางดับทุกข์ ขณะที่เดินก็พูดไปตามทางว่า “ที่นี่ขัดข้องหนอ ที่นี่วุ่นวายหนอ” ในเวลานั้นพระพุทธเจ้าได้ยินพระยสะพูดเช่นนั้น พระองค์จึงตรัสว่า “ที่นี่ไม่ขัดข้องหนอ ที่นี่ไม่วุ่นวายหนอ เธอจงมาอยู่กับเราเถิด” พระยสะได้ยินเพียงเท่านั้นรู้สึกดีใจ จิตพ้นจากกิเลสระดับหนึ่ง ได้เป็นพระอริยะ ท่านตามไปฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ได้บวชในพระพุทธศาสนา ต่อมาเพื่อนๆ ของท่านได้ทราบว่าท่านบวชจึงออกบวชตาม และได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด ในเวลานั้นมีพระอรหันต์ถึง 61 รูป

          พระพุทธเจ้าได้ประชุมพระอริยสงฆ์ทั้งหมดแล้วตรัสว่า

“ท่านทั้งหลายได้พ้นแล้วจากกาม จากเครื่องผูกมัด จากบ่วง ท่านทั้งหลายจงไปทำกิจเพื่อประโยชน์แก่คนหมู่มาก ท่านทั้งหลายจงจาริกไปบอกกล่าวธรรมเพื่อประโยชน์แก่คนหมู่มาก”

          หน้าที่ของพระก็คือ เดินทางไปเผยแผ่ธรรมะ แต่ปัจจุบันเรามีสำนักสงฆ์ มีวัด อุบาสก อุบาสิกา จึงเข้ามาสู่สำนักเพื่อฟังธรรม ปฏิบัติธรรม

          มีพระอรหันต์รูปหนึ่ง คือ พระอัสสชิ เป็นพระรูปหนึ่งในจำนวน 5 รูปของพระปัญจวัคคีย์ ท่านได้เดินจาริกไปสู่เมืองราชคฤห์ ในเวลานั้นมีบัณฑิตหนุ่มคนหนึ่งเห็นท่านเดินบิณฑบาตด้วยความสำรวม จึงคิดว่าภิกษุรูปนี้แม้จะครองผ้าสีหม่นหมอง แต่หน้าตาผิวพรรณท่านผ่องใส ท่านคงจะมีคุณธรรมในตัว บัณฑิตคนนั้นจึงเดินตามท่านอัสสชิไป รอจนท่านฉันเสร็จ จึงเข้าไปถามว่า ท่านบวชในสำนักไหน ใครเป็นอาจารย์ของท่าน และศาสนาของท่านสอนอะไร

          พระอัสสชิซึ่งเป็นภิกษุหนุ่มบวชได้เพียง 1 พรรษา ตอบว่า ตัวท่านเองเป็นภิกษุบวชใหม่ ยังไม่รู้คำสอนของพระพุทธเจ้ามากมาย แต่ก็พอรู้แนวทางที่พระองค์ทรงสอน พระองค์ทรงสอนว่า

“เย ธัมมา เหตุปัปภะวา เตสัง เหตุง ตะถาคะโต เตสัญจะโย นิโรโธ จะ เอวัง วาที มหาสะมะโณ” 

     หมายความว่า…

“ธรรมทั้งหลายเกิดแต่เหตุ พระตถาคตทรงแสดงเหตุของธรรมเหล่านั้น และความดับของธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะมีปกติกล่าวอย่างนี้”

          พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องเหตุกับผล และความดับไปของเหตุและผล ทุกสรรพสิ่งเกิดแต่เหตุ และดับไป เพราะเหตุดับ ไม่มีสิ่งใดตั้งอยู่ได้นาน เพราะเมื่อเหตุแปรเปลี่ยนไป ผลก็ย่อมเปลี่ยนแปลงไป เหมือนบ้องไฟที่เขาจุดขึ้นไปบนฟ้า เมื่อดินไฟหมด ไฟก็ร่วงกลับสู่พื้นดิน

          ทุกคนที่มานั่งอยู่ที่นี่ มาเพราะมีเหตุ เหตุที่ใกล้ที่สุดคือมาปฏิบัติธรรม คือมาปฏิบัติที่กาย ใจ ของตัวเอง หายใจเข้ามีสติ หายใจออกมีสติ ยืน เดิน นั่ง นอน ได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้สัมผัส มีสติ ปวดเจ็บ เหน็บชา ให้มีสติ

          การปฏิบัติธรรม คือ ปฏิบัติที่ตัวเอง จึงมีคำสอนว่า “เอหิปัสสิโก” เชิญเข้ามาดูได้ ดังนั้น เราจึงไม่กลัวว่าจะเป็นใครที่เข้ามาปฏิบัติธรรม เพราะธรรมไม่ใช่ของเรา แต่เป็นของแต่ละคนที่เข้ามาปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นชนชาติใด ภาษาใด ทุกชาติ ทุกภาษาและทุกสถานะ มีธรรมะเป็นของตัวเอง เพราะธรรมคือสิ่งที่เกิดขึ้น ปรากฏขึ้นในกายใจของแต่ละคน

          ธรรมทั้งหลายเกิดแต่เหตุ ธรรมทั้งหลายหมายถึง รูป นาม กาย ใจ ที่กำลังเกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น พองหนอ ยุบหนอ ก็เกิดแต่เหตุ เหตุของพองคือ หายใจเข้า เหตุของยุบคือ หายใจออก และเหตุของลมหายใจเข้าออกก็คือ ชีวิต หรือ จิต ถ้าไม่มีจิต คือไม่มีนาม ก็ไม่มีการหายใจซึ่งเป็นรูป เพราะมีนามคือ จิต จึงมีรูปคือ อาการพอง อาการยุบ และลองสังเกตต่อไปว่า อาการพองยุบ ก็ไม่เที่ยง พองแล้วยุบ ยุบแล้วพอง ไม่คงที่ เมื่อผลคืออาการพองยุบไม่คงที่ เหตุ คือ จิตก็ไม่คงที่อย่างแน่นอน ผลไม่เที่ยง เหตุก็ไม่เที่ยง

อ่าน  สถิติผู้เข้าปฏิบัติธรรม ปี 2553

     ดังนั้น ธรรมทั้งหลายจึงเกิดขึ้น แปรปรวน และดับไปเป็นธรรมดา เมื่อเหตุเกิด ผลก็เกิด เมื่อเหตุดับ ผลก็ดับ ถ้าภาวนาแล้วขาดสติ ก็ไม่รู้อาการพองยุบ

          เรามาปฏิบัติธรรม คือการมาศึกษาเรื่องความเกิด ความดับ ภาษาพระเรียกว่า ทุกข์ หมายถึง ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ต้องเปลี่ยนแปลง เพราะมีเกิด จึงมีแก่ เจ็บ ตาย เป็นธรรมะ หรือธรรมชาติ

          ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นธรรม สรรพสิ่งคือธรรม มี 2 ส่วน คือ ธรรมที่เป็นเหตุ และธรรมที่เป็นผล ธรรมที่เป็นผลก็คือ กายใจของเราแต่ละคน เรียกว่า วิบาก บางทีเรียกว่า มหาวิบาก แปลว่า ผลใหญ่ มหาวิบากเป็นผลของบุญ เป็นฝ่ายกุศล การที่เรามาบวชเป็นพระ เป็นสามเณร เป็นแม่ชี โยคี ถือว่าเรามาบำเพ็ญมหากุศล ถ้ากุศลนี้ส่งผล จะเป็นมหาวิบากได้รับผลบุญขั้นแรก คือ ได้ปฏิสนธิเป็นมนุษย์ และถ้าบุญกุศลนี้สมบูรณ์ จะทำให้เรามีอาการครบ 32 ไม่บอด หนวก ใบ้ บ้า ปัญญาอ่อน แต่ถ้าบุญกุศลบกพร่อง ก็ทำให้เป็นมนุษย์ที่บอด หนวก ใบ้ บ้า ปัญญาอ่อน อย่างใดอย่างหนึ่ง

          ธรรมที่เป็นผลก็คือ รูปนาม กายใจ ที่เราเรียกว่า ชายหญิงนี้ ชีวิตที่เป็นไปของแต่ละคนในปัจจุบัน คือ บุญแสดงผล ทุกคนได้เสวยผลของตนตั้งแต่ รูปร่าง สัณฐาน ผิวพรรณ วรรณะ หน้าตา สูงต่ำ ดำขาว เหล่านี้เป็นผลของบุญที่เคยทำไว้

          มีพระใหม่รูปหนึ่งไปคัดเลือกทหารไม่ผ่าน เพราะความสูงไม่ถึงที่กำหนด สมัยที่อาตมาไปคัดเลือก ตอนนั้นเป็นสามเณร ก็วิตกกังวลอยู่ในใจว่า ถ้าติดทหารก็จะไปเป็นทหารของชาติ ถ้าไม่ติดก็จะบวชเป็นทหารของพระพุทธเจ้า ความสูงของเราก็เกินที่เขากำหนดไว้ แต่ปรากฏว่าไม่ได้รับคัดเลือก สาเหตุเพราะตอนเป็นเด็ก ไปทำมุ้งให้ลูกหมาที่บ้าน ตอกตะปูแล้วทำค้อนตอกถูกนิ้วมือของตัวเอง นิ้วมือแตก เลือดไหลอาบ ทำให้นิ้วมือนิ้วนั้น ไม่สมบูรณ์ ซึ่งเป็นนิ้วที่ต้องใช้เหนี่ยวไกปืน หมอเห็นนิ้วก็เขียนลงไปว่า ง. คือ งด จึงรอดจากการเป็นทหาร เพราะทำมุ้งให้ลูกหมา แต่เจ้าหน้าที่คงไม่ต้องการเราอยู่แล้วเพราะเราเป็นสามเณร

          เราต้องมั่นใจว่า ธรรมทั้งหลายเกิดแต่เหตุ บางทีเราทำบุญไว้หลายสิบปีก่อน ผลเพิ่งปรากฏตอนนี้ก็มี เรามาทำบุญตอนนี้ ต้องมีผลในวันข้างหน้า เหมือนลูกเณรที่นั่งฟังธรรมอยู่ที่นี่ 20 หรือ 30 ปีข้างหน้า อาจจะมาเป็นครูบาอาจารย์สักองค์ก็ได้ เหมือนอาตมาอยู่กับเพื่อนเณรเกือบร้อย เหลืออาตมารูปเดียว นอกนั้นไปเป็นลูกเขยชาวบ้านหมด

เพราะฉะนั้น เมื่อทำความดี แต่ยังไม่เห็นผล อย่าเพิ่งท้อถอย เพราะยังไม่ถึงเวลาให้ผล ปัจจุบันถือว่าเราได้รับผลบุญที่ได้มาบวช มาปฏิบัติธรรม เรายังมีชีวิตอยู่เพื่อทำความดี ถ้าคนตาย เราเรียกว่าคนหมดบุญ แต่หากถามว่ามีบุญมากพอหรือยัง ต้องตอบว่า ยัง เพราะถ้ามีบุญพอ คงได้เป็นพระอรหันต์ เพราะผู้ที่มีบุญบารมีเต็ม ท่านจะได้เป็นพระอรหันต์

          ย้อนกลับมาที่บัณฑิตหนุ่มที่สนทนาธรรมกับพระอัสสชิ บัณฑิตคนนั้นคือ พระสารีบุตรในเวลาต่อมา เมื่อท่านได้ฟังจากพระอัสสชิว่า พระพุทธเจ้าทรงสอนอะไร ท่านก็ได้เป็นพระโสดาบัน จากนั้นท่านก็ได้กราบลาพระอัสสชิ แล้วนำธรรมบทนั้นไปเล่าให้เพื่อนชื่อโกลิตะฟัง  ท่านโกลิตะนั้น คือพระโมคคัลลานะในเวลาต่อมา ท่านโกลิตะฟังธรรมบทนั้นแล้ว เกิดปัญญาได้บรรลุเป็นพระโสดาบันอีก

          ทั้งสองท่านจึงได้ลาอาจารย์สัญชัย ซึ่งเป็นอาจารย์ของท่านในเวลานั้น และชวนอาจารย์ไปกราบพระพุทธเจ้าด้วยกัน แต่อาจารย์ปฏิเสธ แล้วถามว่า ในโลกนี้มีคนโง่หรือคนฉลาดมากกว่ากัน พระสารีบุตรตอบว่า มีคนโง่มากกว่าคนฉลาด อาจารย์สัญชัยจึงกล่าวว่า เธอเป็นคนฉลาด เธอจงไปหาพระสมณะโคดม ส่วนเราจะอยู่กับคนโง่ พระสารีบุตรกับพระโมคคัลลานะจึงพาบริวารของตนไปกราบพระพุทธเจ้า ได้บวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาและได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด

          ท่านทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ทำไมคนเราจึงมักจะยอมรับในสิ่งที่ไม่ดี แต่สิ่งที่ดีกลับไม่ยอมรับ พระองค์ตอบว่า “บุคคลบางเหล่ามองเห็นสิ่งที่มีสาระว่าไม่มีสาระ แต่มองเห็นสิ่งที่ไม่มีสาระว่ามีสาระ บุคคลนั้นชื่อว่า เป็นผู้ดำริผิด บุคคลนั้นย่อมไม่ประสบสิ่งมีสาระ”

          ยกตัวอย่างการมาปฏิบัติธรรมเป็นความดี มีบุญกุศล แต่คนบางกลุ่มมองว่าไร้ประโยชน์ เสียเวลา ไปนั่งหลับตาอยู่ทำไม นี้คือมองสิ่งที่มีสาระว่าไม่มีสาระ หรือบางคนบอกว่า บวชอยู่นานทำไมให้รีบสึกออกมา บวชไปนานๆ เสียพลังงานของประเทศชาติ เสียเวลาทำมาหากิน บางคนมีลูกฉลาด มีความรู้มากมาย จะไม่ยอมให้ลูกบวชนานๆ บวชแล้วให้รีบสึก แล้วลองถามตัวเองว่า โยมอยากจะกราบพระที่ฉลาด หรือพระโง่ พระมีปัญญา หรือไร้ปัญญา  ดังนั้น จึงเป็นการยากที่จะหาหลวงปู่ หลวงพ่อ ครูบาอาจารย์ที่ฉลาดมีปัญญาให้กราบไหว้

          อย่างนี้แสดงให้เห็นว่า มีเหตุอย่างไร ก็มีผลอย่างนั้น เหตุและผลเกิดติดต่อกันเร็ว เพียงชั่วขณะหายใจเข้า หายใจออก ลองสังเกตดูว่า เวลานั่งภาวนา พองหนอ ยุบหนอ พอเราลืมสตินิดเดียว อาการพองยุบก็หายไปจากจิตทันที นี่เป็นเหตุใกล้ที่ทำให้เรารู้ว่า เหตุเป็นอย่างไร ผลเป็นอย่างนั้น หรือเวลาเดินจงกรม กำหนดขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ พอขาดสติกำหนด ขวาย่างหนอ แต่เป็นเท้าซ้ายที่ก้าวย่างไปก็มี

          สติจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอยู่เสมอ ดังบาลีว่า “สติ สัพพัตถะ ปัตถิยา” หมายความว่า “สติเป็นที่ปรารถนาในกาลทั้งปวง” และอีกบทหนึ่งว่า “สติ นิวารณัง เสฏฐัง” หมายความว่า “สติเป็นเครื่องกั้นอันประเสริฐ” สติเป็นเครื่องกั้นกระแสจิตไม่ให้ตกไปสู่อกุศล ไม่ให้ตกไปสู่กระแสบาป กระแสตัณหา ความอยาก ความโกรธ ความโลภ ความหลง และสติเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องใช้ทุกกาลเวลาทุกโอกาส

การฝึกสติจึงมีความสำคัญ แต่จะฝึกจนได้ผลสำเร็จต้องมีความพากเพียร ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคกล่าวไว้ว่า “พระนิพพาน คือ ความสิ้นทุกข์ มีไว้สำหรับผู้บากบั่น ผู้มีความเพียร” 

ถ้าเราไม่มีความเพียร ถึงอยากจะได้พระนิพพาน ก็ไม่ได้ เพราะเหตุปัจจัยไม่พร้อม องค์มรรคไม่พร้อม ไม่สามารถยกจิตให้พ้นกิเลสได้
ความดับทุกข์ คือพระนิพพาน จะมีขึ้นได้ต้องสร้างเหตุให้สมผล เหตุคือมรรคมีองค์ 8 ความสังวรณ์ระวังเป็นศีล ความจดจ่อตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบันเป็นสมาธิ ความระลึกรู้แจ้งตามความเป็นจริงเป็นปัญญา ถ้าเราเจริญศีล สมาธิ ปัญญาให้สมบูรณ์ ก็สามารถประหารกิเลสได้ เมื่อประหารกิเลสได้ พระนิพพานจึงปรากฏ

          ในตัวเรามีกิเลสมากมาย อาหารของกิเลสก็มีมาก ถ้าอาหารของมันมีมาก มันก็ไม่อ่อนกำลัง แต่ถ้าเราเจริญสติสมาธิมากขึ้น อารมณ์ที่จะเกื้อกูลกิเลสก็จะน้อยลง พลังของบุญกุศล พลังของสติ สมาธิ ปัญญามากขึ้น กิเลสก็จะมีกำลังน้อยลงเรื่อยๆ

อ่าน  มรรคหนทางแห่งการดับทุกข์

          เพราะฉะนั้นถ้าถามว่า ทำบุญพอหรือยัง ตอบได้ว่า ยัง เพราะยังไม่ถึงพระนิพพาน ถ้ากิเลสยังไม่ดับ ถือว่าทำบุญยังไม่พอ เหมือนกับไฟลุกไหม้ เราเอาน้ำไปดับไฟ ถ้าไฟไม่ดับ แสดงว่าน้ำยังไม่พอ หากไฟดับหมดแล้ว หมายถึงน้ำพอแล้ว ดังนั้น ตราบใดที่ยังมีกิเลสอยู่ แสดงว่าบุญยังไม่พอ เมื่อใดที่กิเลสดับหมดแล้ว หมายถึงบุญพอแล้ว

          ถ้าเรามีความบากบั่นพากเพียรในการเจริญสติ ศีล สมาธิ ปัญญา ให้สมบูรณ์โดยการปฏิบัติวิปัสสนา เราสามารถพัฒนาบุญให้มีกำลังพอที่จะดับกิเลสในชาตินี้ได้

          เมื่อเหตุและผลสมดุลกัน ผลก็จะเกิด ถ้าความเพียรยังไม่ถึง ผลก็ไม่มี เหมือนเราเสียบกระติกน้ำร้อน ถ้าความร้อนไม่ถึง น้ำก็ไม่เดือด ถ้าความร้อนถึง น้ำก็เดือด เช่นเดียวกัน ถ้าบุญไม่ถึง แต่อยากบรรลุธรรม อยากจะสิ้นทุกข์ ไม่อยากเกิดอีก ก็ไม่สามารถถึงความพ้นทุกข์ได้ แต่ถ้าบุญถึงแล้ว แม้ยังเป็นเด็กก็บรรลุธรรมได้

     สิ่งที่เป็นอยู่ในชีวิตของเราทุกวันนี้ บุญกำลังแสดงผล เมื่อผลออกมาแบบนี้ เราจะเอาไปใช้อย่างไร ตรงนี้คือสิ่งสำคัญ เราจะเอาพลังบุญที่กำลังส่งผลอยู่นี้ ไปใช้ให้เป็นคุณหรือเป็นโทษ ปัจจุบันที่กำลังนั่งฟังธรรมอยู่นี้ เราเอามาใช้ให้เป็นบุญและเป็นคุณกับเรา เราได้สร้างเหตุใหม่เพื่อให้ได้ผลที่สมบูรณ์ต่อไป

เมื่อมีความพร้อมที่จะประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่เสมอ จิตเบาบางจากกิเลส ก็อาจได้ธรรมะสักขั้น เป็นพระโสดาบัน ก็มีความอุ่นใจ มีที่พึ่งแล้ว ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา

     ขอให้เราทั้งหลายมีความพอใจในสิ่งที่มีอยู่ สิ่งที่มีอยู่เป็นเช่นไร ให้พอใจเช่นนั้น ให้มีฉันทะ ความพอใจในปัจจุบัน แล้วจะเกิดวิริยะ ความเพียร แม้อากาศจะร้อนก็ให้อดทน ให้สำนึกอยู่เสมอว่า เรามาปฏิบัติธรรม มาเอาบุญ ไม่ใช่มาหาความสุข ถ้าต้องการความสุขทางกาย คงต้องอยู่บ้าน เพราะที่บ้านคงสบายกว่านี้ มาที่นี่ไม่ได้มาเอาความสุขอย่างนั้น เรามาเอาความจริง ถ้าเราไม่เจอของจริง เราก็จะไม่เห็นความอดทนของตัวเอง แต่เมื่อมาเห็นความจริง จึงเห็นความอดทนของตัวเอง ถ้าเราอยู่สบาย กิเลสไม่เกิด แต่พอมาเจอทุกข์ กิเลสเกิด

          การที่เรามาวัด คือการมาวัดใจตน ว่าใจเป็นบาปหรือบุญ วัดว่าเรามีความอดทน มีความเพียรมากแค่ไหน

          วิธีวัดใจต้องมีข้อวัตรที่ต้องทำ เช่น ทำวัตรเช้า วัตรเย็น ต้องแต่งกายให้สุภาพตามกำหนด การเดิน นั่ง การกิน การนอน ต้องมีข้อวัตรที่จะต้องทำตามระเบียบของวัด

          ถ้าเรามีข้อวัตรที่สมบูรณ์ ศีล สมาธิ ปัญญา ก็จะสมบูรณ์ตามไปด้วย จะปฏิบัติธรรมได้ดี สภาวะญาณปัญญาก็จะเกิด โยมจึงจะออกจากวัฏทุกข์ วัฏสงสารได้ เราจะออกจากวัฏสงสารได้ด้วยวิปัสสนาปัญญา

          สรุปธรรมะที่ให้วันนี้คือ ธรรมทั้งหลายเกิดแต่เหตุ ถ้าต้องการผลดี ต้องสร้างเหตุดี ถ้าเหตุดีแล้ว แม้จะไม่หวังผล แต่ก็ต้องได้ผลดีอย่างแน่นอน เมื่อมีความเพียรเต็มที่แล้ว ความสำเร็จก็จะมาถึง ดังบาลีว่า “วิริเยนะ ทุกขะมัจเจติ” แปลว่า “บุคคลจะล่วงทุกข์ได้ ด้วยความเพียร”

          อาตมาไม่สามารถดึง ฉุด หรืออุ้มชู ผู้ที่ไร้ความเพียรให้ประสบความสำเร็จได้ แม้แต่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ก็ตรัสว่า พระองค์ไม่สามารถช่วยคนที่ไม่มีความเพียรได้ พระองค์เป็นเพียงผู้บอก ผู้ชี้ทางให้ปฏิบัติ เมื่อเขาปฏิบัติตาม เขาก็ประสบความสำเร็จได้

          จึงขอให้พวกเราทั้งหลายตั้งใจทำความเพียร และขอเป็นอานิสงส์ให้เราได้ระลึกถึงองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงสั่งสอนเรื่องความเพียรและการกระทำ วิริยะวาทะ และกรรมวาทะ ว่าความสำเร็จอยู่ที่การกระทำและความเพียร เราในฐานะเป็นพุทธศาสนิกชนต้องเพิ่มความเพียร เพิ่มการกระทำเพื่อความสำเร็จในชีวิต

          ขออานิสงส์แห่งบุญที่ได้กระทำนี้ จงไปถึงเทพยดาที่ปกป้องคุ้มครองสถานที่แห่งนี้ รวมถึงอมนุษย์ทั้งหลาย ขอให้มีส่วนร่วมอนุโมทนาบุญ ให้มีสติปัญญาญาณ จิตสันดานให้สว่างในธรรม และเป็นอานิสงส์ให้พวกเราได้ก้าวหน้าในสัมมาปฏิบัติ จนสิ้นกิเลสอาสวะ ถึงมรรคผลนิพพานเป็นที่สุด จงบังเกิดมีแก่เราทั้งหลาย จงทุกทั่วหน้ากันด้วยเทอญ.

 

พระภาวนาธรรมาภิรัช
สรรพธรรม5

 
┗━━━━━•❃°•°•°•°❃•━━━━━┛
ธรรมะที่หาฟังยาก
ธรรมะที่หาฟังยาก

เมื่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุ อ่านต่อ

ได้ธรรม
ได้ธรรม

ในพระอภิธรรมท่านแบ่งบุญไว้ 3 ร อ่านต่อ

ชำระล้างวิปลาสธรรม
ชำระล้างวิปลาสธรรม

เจริญจิตตภาวนา เจริญสมาธิภาวนา อ่านต่อ