สัมภาระวิบาก

     พวกเราทุกคนก็ได้ถือ”สัมภาระวิบาก” คือขันธ์ทั้ง 5 นี้ มานานหลายปี บางคนก็ถือมานาน 10 ปี 20 ปี จนถึง 80 ปีก็มี

     วันเวลาที่ผ่านไป ทุกเดือน ทุกปักษ์ ทุกอาทิตย์ ทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกนาที ทุกวินาทีที่ผ่านไป เรานำกลับคืนมาไม่ได้ เราต้องประคองขันธ์ 5 นี้ไว้ตลอดเวลา

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า

“ภารา หะเว ปัญจักขันธา ทุกขา” แปลว่า “ขันธ์ 5 เป็นของหนัก”

 

     โยคีที่มาปฏิบัติธรรมจะรู้ชัดในความหนักของขันธ์ เวลานั่งภาวนาจะเป็นทุกข์เพราะปวดขา บางครั้งปวดจนเป็นตะคริว จะรู้สึกว่าขาหนักยกไม่ขึ้น คนที่ว่ายน้ำและเป็นตะคริว จึงจมน้ำตาย เพราะไม่สามารถบังคับขาให้เคลื่อนไหวได้

     การที่เราประคอง สัมภาระวิบาก คือ ขันธ์ 5 มาจนถึงทุกวันนี้ มานั่งกันอยู่ที่นี่ ก็ไม่ใช่ว่าเราไม่เคยพบพระพุทธศาสนา ไม่ใช่ว่าไม่เคยฝึกอบรมปฏิบัติภาวนา ไม่เคยศึกษาเล่าเรียนอะไรในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ  เราอาจจะเคยได้พบพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ มาหลายองค์แล้ว แต่เราประมาท

     ดูตัวอย่างในชาตินี้ก็ได้ เรามีพระพุทธศาสนาอยู่ มีอริยสัจธรรม มีพระไตรปิฎกครบ 84,000 พระธรรมขันธ์ แต่เมื่อเราทำบุญ เรามักจะอธิษฐานว่า ชาติหน้าขอให้ได้เกิดมาพบพระศาสนาของพระศรีอาริย์

     ทำไมต้องรอชาติหน้า ชาตินี้คำสอนของพระพุทธเจ้าก็มีอยู่ พระธรรมก็มี พระสงฆ์ก็มี ทำไมเราต้องรอพระศาสนาของพระศรีอาริย์ ก็ตอบว่า เขาว่าในสมัยนั้นมนุษย์จะอยู่กันด้วยความสุขสบาย มีต้นกัลปพฤกษ์ มีคนดีมากมาย เราไปมองอนาคตที่ยังมองไม่เห็น

 

เราควรมองในชาตินี้ ปัจจุบันนี้ ที่เรามีคำสอนของพระพุทธเจ้า มีพระธรรม มีหลักปฏิบัติ มีหลวงพ่อ หลวงปู่ ครูบาอาจารย์ชี้นำสั่งสอน แต่เราก็ยังไม่อยากประพฤติปฏิบัติ

     พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า พระพุทธเจ้าในอดีตทุกพระองค์ก็ทรงสอนธรรมเหมือนกัน คือ อริยสัจ 4 รูปนามขันธ์ 5 อายตนะ ธาตุ และพระพุทธเจ้าที่จะมาในอนาคตก็จะทรงสอนธรรมอย่างเดียวกันนี้

 

แต่เหตุใดเราจึงไม่บรรลุธรรม ยังไม่เข้าถึงธรรม ก็เพราะพวกเรายังไม่เห็นทุกข์เห็นโทษของสังสาระมากพอ เรายังยินดีในสังสาระ ยังพอใจในการแสวงหาสังสาระ

สังสาระ คือ การมีรูปมีนาม เวียนว่ายตายเกิดต่อไปเรื่อยๆ เพราะเรายังถูกโมหะ อวิชชา ครอบงำ คำว่า อวิชชา แปลว่า ความไม่รู้ในสิ่งที่ควรรู้ สิ่งที่ควรรู้คือ สัจธรรม หรือ อริยสัจ 4 แต่กลับไปรู้ในสิ่งที่ไม่ควรรู้ เช่น รู้เรื่องกิเลส รู้เรื่องโลก รู้สมมุติต่างๆ พวกเราตกอยู่ในกฎนี้ คือถูกโมหะ อวิชชาครอบงำ

     ท่านจึงเปรียบว่า เหมือนบุรุษตาบอด เดินถูกทาง แต่ไม่เห็นทาง เหมือนกับพวกเราเป็นคนตาบอด เดินถูกทาง คือทางบุญทางกุศล แต่ก็วนเวียนอยู่ในสังสาระ สู่ภพต่ำบ้าง ภพสูงบ้าง แต่ก็ยังไม่เห็นสังสาระว่าเป็นทุกข์ เพราะขาดปัญญา ขาดวิชชา

     วิชชาตัวนี้ คือ วิปัสสนาปัญญา เราจึงไม่เห็นทางออกจากสังสาระ แต่ก็ยังดีที่ยังมีผู้สอนทางเดินของชีวิตให้ คือ ให้บำเพ็ญทาน ให้รักษาศีล ให้ภาวนา เมื่อเราทำตามที่ท่านสอน ก็ได้อานิสงส์ทำให้ไปเกิดในพรหมโลกบ้าง เทวโลกบ้าง มนุษยโลกบ้าง ก็ให้เราระลึกว่าที่เราเกิดในภพภูมินี้ได้ด้วยบุญ

     เปรียบเหมือนพ่อแม่มอบมรดกให้ลูก ลูกหลานก็รับมรดกเหล่านั้นด้วยความดีใจ แล้วเราก็ประคองรักษามรดกเหล่านั้นด้วยความดีใจ แล้วเราก็ประคองรักษามรดกนั้นให้ลูกหลานต่อไป แม้ว่าจะเป็นภาระ แต่ก็เป็นภาระแห่งความพอใจ ที่ได้มรดกก้อนใหญ่ อย่างเช่น ได้เป็นเศรษฐีร้อยล้าน พันล้าน ก็เป็นความดีใจ แต่สิ่งเหล่านี้ก็เป็นกระแสโลก ไม่ใช่กระแสธรรม แต่สำหรับบัณฑิตที่ท่านมีบารมีเต็มแล้ว ท่านก็ก้าวข้ามสมบัติภายนอกได้

     มีตัวอย่างในสมัยพุทธกาล เช่น ท่านยสะกุลบุตร ท่านเป็นลูกเศรษฐี แต่ท่านก็หนีออกจากบ้านไปบวช จนได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ และท่านรัฐบาลก็เป็นลูกเศรษฐี ท่านก็สละสมบัติออกบวช จนได้สำเร็จพระอรหันต์เช่นกัน เมื่อท่านกลับไปเยี่ยมพ่อแม่ที่บ้าน พ่อแม่ก็เอาสมบัติออกมากองให้ท่านดูแล้วบอกว่า สมบัติเหล่านี้เป็นของท่าน ให้ท่านกลับมาครอบเรือน ใช้จ่ายสมบัตินี้ ท่านบอกพ่อแม่ว่า ถ้าสมบัติเหล่านี้เป็นภาระก็ให้เอาใส่เกวียนไปทิ้งที่แม่น้ำคงคา

 

นี่เป็นจิตของพระอรหันต์ เป็นผู้มีบารมีเต็มแล้ว ท่านเห็นว่าสมบัติภายนอกมีค่าน้อย เมื่อเปรียบกับสมบัติภายใน คืออรหันตภูมิ

 

     แต่พวกเราเมื่อภูมิธรรมเรายังไม่เต็ม เรายังต้องประคอง สัมภาระวิบาก นี้ต่อไป เราก็ยังต้องแสวงหาทรัพย์สมบัติ แม้ชาววัดก็ยังต้องแสวงหา เพื่อเป็นค่าสร้าง ค่าซ่อม ค่าอาหาร ถ้าเราเป็นพระในสมัยพุทธกาล ก็ไม่ต้องกังวลกับคนอื่น บิณฑบาตฉันเอง ไม่ต้องมีชี โยคี แต่วิถีชีวิตของนักบวชในสมัยพุทธกาลกับปัจจุบันนั้นต่างกัน จึงต้องตั้งโรงครัวโรงฉัน ซึ่งเป็นภาระไม่น้อย เพราะระบบสังคมเปลี่ยนแปลงไป

     แม้ในสมัยพุทธกาล ชีวิตของพระสงฆ์ก็ดำเนินไปด้วยทรัพย์สินเงินทองของอุบาสก อุบาสิกาเช่นกัน ในวัดพระเชตวันมีภิกษุอยู่ประจำ 1,000 – 2,000 รูป ท่านอนาถบิณฑิกะเศรษฐี เลี้ยงพระวันละ 500 รูปทุกวัน นางวิสาขามหาอุบาสิกา เลี้ยงพระวันละ 250 รูปทุกวัน อาหารเป็นสิ่งสำคัญ เพราะชีวิตดำรงอยู่ได้ด้วยอาหาร เราต้องมีอาหารรักษาธาตุขันธ์ แต่เราก็ยังไม่เห็นโทษของ สัมภาระวิบาก นี้ ถ้าเรายังมีขันธ์อยู่อย่างนี้ เราก็ต้องทุกข์ต่อไป

อ่าน  ชำระล้างวิปลาสธรรม

     ตัวสัมภาระหรือขันธ์ 5 นี้ เป็นภาระหนัก เพราะจะต้องเอาใจใส่ในการกิน การอยู่ บางทีก็มีโรคภัยมาเบียดเบียน ถ้าเป็นผู้มีทรัพย์มาก ก็อาจจะมีอายุยืนยาว เพราะมีหมอดี ยาดี คอยรักษา มีผู้คอยดูแลช่วยเหลือ แต่ผู้ที่ขัดสนเงินทอง พอเจ็บไข้ไม่สบาย ไม่มีหมอดีคอยรักษา ไม่มียาดีให้กิน ไม่มีคนคอยดูแลเอาใจใส่ ก็เป็นความทุกข์ ความลำบากของชีวิต แต่ในบางครั้งแม้จะมีทรัพย์สมบัติมากพอ มีหมอดี มียาดี แต่สุดท้าย มัจจุราชก็เอาชีวิตไปจนได้

เมื่อตายแล้ว โดยที่ยังไม่ได้บรรลุธรรมเบื้องสูง ก็ต้องมีขันธ์ที่จะไปเสวยในภพหน้าอีก ในฐานะใหม่ ภาวะใหม่ เราก็ต้องมีความพร้อมในการเตรียมเสบียง เพื่อภพใหม่ ชาติใหม่ คือ ทาน ศีล ภาวนา ก็จะเป็นปัจจัยให้เราประสบความร่มเย็นเป็นสุขในชาติใหม่

     แต่ถ้าเราเห็นว่า การมีขันธ์เป็นความทุกข์ เราก็ต้องมีปัญญาพิจารณาว่า จะทำอย่างไรให้ปลดสัมภาระคือขันธ์นี้ออกไปให้ได้ เราจะทำได้โดยการมาปฏิบัติ มาเจริญภาวนา แม้ว่าจะไม่สำเร็จผลในชาตินี้ แต่ก็ให้ตั้งจิตอธิษฐานว่า ขอให้สำเร็จในชาตินี้ จะได้เป็นอุปนิสัยต่อไปในชาติใหม่ จิตก็มุ่งมั่นอีกที่จะบรรลุธรรม เมื่อเราบากบั่นจนถึงที่สุด ในทุกวันเวลา ก็จะทำให้บรรลุธรรมได้เร็วขึ้น

     มีประวัติของพระเถระในสมัยพุทธกาล ในศาสนาของพระพุทธเจ้ากัสสปะในช่วงปลายศาสนา ไม่มีความมั่นใจว่า มรรค ผล นิพพาน จะยังมีอยู่หรือไม่ มีนักบวช 7 รูป ต้องการทดสอบว่า หลักคำสอนในพระศาสนา จะยังเป็นสัจจะ เป็นปัจจัตตัง เป็นอกาลิโก อยู่หรือเปล่า วันหนึ่งเมื่อบิณฑบาตเสร็จแล้ว ท่านก็ขึ้นไปบนภูเขาสูงมาก เมื่อขึ้นไปถึงจุดที่จะพักปฏิบัติธรรมแล้ว ท่านก็ผลักบันไดทิ้งไป เมื่อฉันอาหารเสร็จ ท่านก็พูดกันว่า อาหารมื้อนี้อาจเป็นมื้อสุดท้าย หากไม่ได้บรรลุธรรม เพราะผลักบันไดทิ้งไปแล้ว ไม่มีทางที่จะลงจากเขาได้

     จากนั้น ท่านก็รีบทำความเพียร เดินจงกรม นั่งภาวนา พอผ่านไป 3 วัน มีรูปหนึ่งบรรลุเป็นพระอรหันต์ ผ่านไปอีก 2 วัน รูปหนึ่งบรรลุเป็นอนาคามี ส่วนอีก 5 รูปที่เหลือ มรณภาพทั้งหมด ทั้ง 5 รูปนี้มาเกิดเป็นมนุษย์ในสมัยพระพุทธเจ้าของเรา ท่านบรรลุธรรมได้เร็วมาก ตัวอย่างท่านกุมารกัสสปะ เป็นสามเณรเมื่ออายุ 7 ขวบ พระท่านให้พิจารณา เกศา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ ในขณะที่ปลงผม เมื่อเส้นผมหมดศีรษะ ท่านก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ เพราะบารมีท่านมีอยู่ ได้ตั้งใจปฏิบัติโดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ถือว่ามีความเพียรเป็นเลิศ

     พวกเราสมัยนี้ไม่ค่อยมีความเพียร ปฏิบัติมากก็กลัวตาย ก็ขอให้เรามีความเพียร มีความบากบั่นที่จะต่อสู้กับสภาวะกิเลส สภาวะอารมณ์ ถ้าจะตายเพราะการปฏิบัติก็ไม่กลัว ให้มีจิตมุ่งมั่นว่าเราจะเอาขันธ์ 5 ที่มีแต่ความแก่ ความเจ็บ ความตาย มาแลกเอาสภาวธรรมที่ไม่มีความแก่ ความเจ็บ ความตาย เหมือนพ่อค้าที่เขาแลกเปลี่ยนสินค้ากัน

     เราอยู่ฟากที่มีแต่โรคภัยไข้เจ็บ ไม่จีรังยั่งยืน แลกเอาพระนิพพานที่ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ มีความยั่งยืน ชีวิตเรามีแต่ความบกพร่อง ไม่อิ่มด้วยกำลังของตัณหา

แต่พระนิพพานไม่มีความบกพร่อง มีความอิ่ม หมดตัณหา

     เราก็น้อมจิตไป เพื่อยินดีต่อความไม่มีกิเลส ไม่มีตัณหา น้อมจิตมาทางที่เป็นกุศลนี้ให้มากและบ่อยๆ เมื่อเรามีจิตผูกพันเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เป็นไปเพื่อความดับได้บ่อย ก็จะเป็นพลังให้เราปฏิบัติได้มากยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ

     มันเป็นพลังสืบต่อกัน ถ้าไม่มีพลังบุญจะไม่มีความสืบเนื่อง พลังบุญทำให้มีใจรักในเนกขัมมะบารมี คนเรากว่าจะมาบวชมาปฏิบัติได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้ามีอุปนิสัยอยู่ก็ปฏิบัติได้

     บางคนเข้ามาวัด มาปฏิบัติ ได้พบได้เจอแต่สิ่งดีๆ สิ่งที่ถูกใจ แต่บางคนเข้ามาก็เจอแต่สิ่งที่ไม่ถูกใจ ไม่พอใจ ที่เป็นอย่างนั้นเพราะทุกคนมีวิบากของตน ทำให้ได้พบสิ่งที่พอใจ หรือไม่พอใจ

     ในหลักอภิธรรมท่านสอนว่า ไฟนรก หรือเครื่องประหัตประหารในนรก หรือเครื่องทรมานใดๆ ในนรกนั้น ไม่ได้มีไว้เป็นแบบของสาธารณะ แต่สิ่งเหล่านั้นมีเพราะกรรมของเราไปสร้างเอาไว้ ภาษาอภิธรรมเรียกว่า “กัมมะปัจจะยะอุตุชรูป” หมายถึง อุตุชรูปที่มีกรรมเป็นสมุฏฐาน

     ถ้าเป็นฝ่ายดีก็เป็นสวรรค์ วิมาน มาลา ดอกไม้ เครื่องประดับ ทุกสิ่งที่มีอยู่ในสวรรค์ ก็ไม่ได้มีไว้ก่อนเป็นสาธารณะ แต่เกิดขึ้นมาเมื่อเรามีบุญ มีกุศลกรรม และมีไว้สำหรับเราเท่านั้น ไม่ได้มีไว้เพื่อผู้อื่น

     แม้ที่สุด ความเป็นไปในมนุษยโลกนี้ของแต่ละรูป แต่ละคน ก็ไม่ได้เป็นสาธารณะสำหรับผู้อื่น แต่เป็นของเราโดยเฉพาะ สีที่เราเห็น เสียงที่เราได้ยิน กลิ่นที่เราได้ทางจมูก รสที่เรารู้ทางลิ้น สัมผัสที่เรารับรู้ทางผิวหนัง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีไว้สำหรับผู้อื่น แต่มีไว้สำหรับเรา อารมณ์ใดๆ ที่เราได้สัมผัสสัมพันธ์ ตั้งแต่ตื่นนอนถึงหลับนอน มีไว้สำหรับเราเท่านั้น เพราะว่ากรรมเป็นตัวสร้างสรรค์ ทำให้เราได้เห็น ได้ยิน ฯลฯ เช่นนั้น ทำให้เราได้รู้ว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่บุคคลใดทำให้เกิด แต่เป็นกรรมของเราเองเป็นผู้จัดการให้ ผลที่ได้รับจึงต่างกัน

     ดังนั้นทุกคนที่มาที่นี่ ทั้งพระ ทั้งสามเณร แม่ชี โยคี ให้รู้ว่า เรามีกรรมของตน ที่ได้มาอยู่อย่างนี้ มากินอย่างนี้ สำคัญอยู่ที่ว่า เราจะทำอย่างไรกับผลกรรมที่ได้รับ เพื่อส่งเสริมให้เราเจริญยิ่งขึ้น ให้เป็นพลังที่เป็นไปในทางบวก และเป็นพลังไปสู่ความหลุดพ้น

 

ทุกสิ่งในชีวิตเราไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดขึ้นเพราะกรรมที่เราเคยทำไว้ เป็นผลที่ทำให้เราได้รับในชีวิตนี้ สิ่งที่เราได้รับได้พบในชาตินี้ก็ไม่ดีไปหมด มีดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ถูกใจบ้าง ไม่ถูกใจบ้าง

 

การที่จะได้พบสิ่งดีๆ นั้น จำเป็นต้องมีองค์ประกอบ 5 ข้อ ดังนี้

  1. ปฏิรูปเทศวาสะ คือการได้อยู่ในประเทศที่ดี อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ที่เจริญ มีการศึกษา มีครอบครัวดี พ่อแม่ส่งเสริมให้ลูกมีการศึกษา
  2. สัปนิรูปนิสยะ คือการได้คบหากับสัตบุรุษ คือ คนดี คนดีก็เหมือนกับต้นไม้ที่มีผล นกทั้งหลายก็บินไปหาต้นไม้เพื่อกินผลของต้นไม้นั้น
  3. สัทธรรมสวนะ คือการได้ฟังธรรมของนักปราชญ์และยินดีที่จะฟัง อย่างการมาวัดก็คือว่ามาอยู่ในแหล่งของคนดี
  4. ธัมมานุธัมมะปติปัฏติ คือการนำเอาธรรมคำสอนที่ได้ฟัง มาใช้ให้เป็นประโยชน์
  5. อัตตะสัมมาปณิธิ คือการตั้งตนไว้ชอบ เมื่อนำเอาคำสอนของครูบาอาจารย์ไปใช้แล้ว ก็ถือว่าตั้งตนไว้ชอบ รู้ทางดี ทางชั่ว ทางบุญ ทางบาป รู้ทางที่ควรปฏิบัติ และไม่ควรปฏิบัติ อันจะเป็นทางดำเนินไปเพื่อความพ้นไปจากสังสาระเป็นที่สุด สัมภาระวิบาก นี้ก็จะได้สั้นลง
อ่าน  วันออกพรรษา หรือ วันมหาปวารณา

การจะประพฤติปฏิบัติธรรมให้ได้มากน้อยเท่าไร ก็อยู่ที่เราจะเสียสละเวลาของชีวิตเพื่อสิ่งนี้มากหรือน้อย เราสละเวลาในการทำอาชีพเลี้ยงชีวิต วันแล้ววันเล่า เป็นเวลาหลายปีหรือหลายสิบปี แล้วเราจะสละเวลามาปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ พ้นจากสังสาระ สักกี่วัน

     เมื่อเราต้องอาศัยสัมภาระ หรือขันธ์ 5 ในการดำรงชีวิต เราก็ต้องดูและเอาใจใส่ขันธ์นี้ตามสมควร ถ้าไม่ดูแลเอาใจใส่ก็จะเป็นโรคเป็นภัยไม่สบาย บางทีสุขภาพกาย สุขภาพจิตไม่ดี เพราะสิ่งแวดล้อม ที่พักอาศัยไม่สะอาด เราไม่ได้ติดความสวยความงาม แต่ความสะอาด ความละเอียด เป็นเรื่องของศีล เรื่องของวินัย  ไม่ใช่เรื่องของกิเลส ไม่ใช่เรื่องของราคะตัณหา

     ในช่วงเวลาที่เรามาปฏิบัติธรรมนี้ ไม่ว่าจะทำอะไร ขอให้มองในแง่ของบุญเป็นที่ตั้ง ถ้าไม่คิดอย่างนั้น จะรู้สึกว่าเราเสียเปรียบ เสียเงิน เสียทรัพย์ แต่ถ้าเรามองว่าเราได้บุญ เราก็สบายใจ ถ้าคิดอย่างนี้ก็ได้บุญเป็นกำไรชีวิต ถ้าเราไม่ทำอย่างนี้ เราจะได้บุญมาจากไหน ให้ถามตัวเองว่าเราทำเพื่ออะไร เพื่อเงิน เพื่อกำไร หรือเพื่อบุญ ถ้าเพื่อบุญก็ไม่ต้องกังวลว่าเราจะเสียทรัพย์เท่านั้น เท่านี้ ถ้าทำเพื่อบุญ ก็อย่าคิดว่าจะไม่คุ้มทุน

เมื่อยังมีชีวิตอยู่ ก็พยายามอยู่อย่างมีขันธ์เบา อย่าให้มีขันธ์หนัก

     ขันธ์หนัก หมายถึง ขันธ์ที่ยังมีตัณหาราคะ มีกิเลสอกุศลหนาแน่น ที่จะพาเราไปสู่อบายภูมิ ไปสู่ทุคติ ขันธ์ที่เบาก็คือขันธ์ที่เป็นกุศล เพราะกุศลธรรมเป็นธรรมฝ่ายเบา คือ ขันธ์ที่ประกอบด้วยทาน ศีล ภาวนา

     เมื่อบากบั่นตั้งใจสร้างกุศลให้มีในตน จนเกิดธรรมจักขุ เห็นแจ้งในธรรม ก็จะพ้นกิเลสได้ หมายถึงวางสัมภาระลงได้ ก็พ้นทุกข์ ทางที่จะดำเนินไปเพื่อความพ้นทุกข์ก็มีอยู่ในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์นี้ ไม่ต้องรอพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป พระธรรมคำสอนเพื่อความพ้นทุกข์ก็ยังมีอยู่ คือการเจริญสติปัฏฐาน อันเป็นธรรมะเพื่อความพ้นจากสังสาระ เพียงแต่ว่าเราจะสละเวลามาปฏิบัติกี่วัน ถ้ามาปฏิบัติ 3 วัน ร่างกายกำลังปรับตัว บางคนยังไม่รู้ว่าหายใจเข้า พองหรือยุบ คือขาดสติในการดู

     เวลาภาวนา ให้กำหนด พองหนอ ยุบหนอ หายใจเข้าท้องพอง หายใจออกท้องยุบ ถ้ากำหนดไม่ได้ ไม่เห็นอาการพอง อาการยุบ ก็ให้เอามือวางที่ท้อง ก็จะเห็นอาการที่ท้องพอง ท้องยุบ ก็กำหนด พองหนอ ยุบหนอ ไปตามอาการ

     นี่คือสิ่งที่เราต้องเรียนรู้และปฏิบัติ อันจะเป็นทางดำเนินไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ เป็นตัวธรรมที่มีอยู่จริง ที่เราจะนำมาใช้ให้เป็นคุณเป็นบุญได้

     เมื่อมาอยู่ปฏิบัติธรรม ก็ขอให้นึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าว่า เราอยู่เพื่อศึกษาเรียนรู้หลักสัจธรรม เมื่อเราได้ฟังแล้วว่า สิ่งใดควรทำ สิ่งใดควรละ เราก็ปฏิบัติตาม แม้จะไม่สำเร็จผลเมื่ออยู่ในวัด ก็ขอให้นำไปใช้กับชีวิตนอกวัด ชีวิตของชาวโลก เพื่อให้เป็นประโยชน์กับตน โดยเอาสติเป็นที่ตั้งของการกระทำทั้งหลาย

     ไม่ใช่เฉพาะเป็นพระที่จะต้องทำบุญ ชาวบ้าน ชาวโลก ก็ต้องทำบุญ เพราะบุญเป็นคู่กับบาป ถ้าจิตมีสติ จิตก็เป็นบุญ ถ้าเผลอจากอารมณ์ที่เป็นปัจจุบันขณะ จิตก็เป็นบาป

บุญกับบาปเป็นธรรมชาติของชีวิต เป็นธรรมชาติของจิต ถ้าเรารักษาจิตให้มีสติ จิตก็เป็นบุญ ถ้าเผลอลืมสติก็เป็นบาป ไม่ใช่ว่าบุญจะอยู่ที่วัด หรืออยู่ที่การภาวนาเท่านั้น แต่บุญเป็นวิถีชีวิต บาปก็เป็นวิถีชีวิต ถ้าเราทำบุญกุศลเป็นนิสัย ก็เป็นบารมีธรรม ถ้าทำบาปเป็นนิสัย ก็เป็นอนุสัยธรรม อันเป็นจริตนิสัยที่ไม่ดี สัมภาระวิบากนี้จะเบาบางลง ก็อยู่ที่การได้นำธรรมะไปใช้ในชีวิต

ขอให้เราทั้งหลายได้พัฒนามรรค สัมมาปฏิบัติสืบต่อไป แม้จะออกพรรษาแล้ว การพ้นจากกิเลสนั้น ต้องตรวจสอบตนเองว่า กิเลสเบาบางไปบ้างหรือยัง

การภาวนาไม่ได้จำกัดด้วยกาล ด้วยเวลา ภาวนาได้ทุกกาล ทุกฤดูกาล ทุกสถานที่ อยู่ที่ความบากบั่นพากเพียรของตน เมื่อใดที่เรารู้ด้วยตัวเองว่า เราสิ้นอาสวะกิเลสแล้ว เมื่อนั้นก็หยุดทำบุญได้

     แต่ถ้ายังมีกิเลสอยู่ ก็หยุดทำบุญไม่ได้ เพราะบุญมีไว้สำหรับละบาป เหมือนน้ำใช้ดับไฟ ถ้าไฟยังลุกอยู่แสดงว่าน้ำยังไม่พอ ถ้าเมื่อใดไฟดับสนิทก็แสดงว่าน้ำพอแล้ว ในทำนองเดียวกัน ถ้ากิเลสมีอยู่ แสดงว่าบุญกุศลไม่พอ ถ้ากิเลสหมด แสดงว่าบุญกุศลพอแล้ว

สุดท้ายนี้ ก็ขออำนวยพรให้พระสงฆ์ สามเณร แม่ชี โยคี ญาติโยมทั้งหลาย จงรู้เท่าทันถึงความเจริญและความเสื่อมของขันธ์ จนถึงมรรค ผล นิพพาน เป็นที่สุด จงบังเกิดผลแก่เราทั้งหลาย จงทุกถ้วนหน้ากันด้วยเทอญ.

พระภาวนาธรรมาภิรัช
สรรพธรรม6

 
┗━━━━━•❃°•°•°•°❃•━━━━━┛
 
ธรรมะที่หาฟังยาก
ธรรมะที่หาฟังยาก

เมื่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุ อ่านต่อ

ได้ธรรม
ได้ธรรม

ในพระอภิธรรมท่านแบ่งบุญไว้ 3 ร อ่านต่อ

ชำระล้างวิปลาสธรรม
ชำระล้างวิปลาสธรรม

เจริญจิตตภาวนา เจริญสมาธิภาวนา อ่านต่อ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *