จิตใจเป็นสิ่งที่บ่งบอกความเป็นมนุษย์ โลกภูมิหรือโลกมนุษย์เกิดขึ้นด้วยมหากุศลจิต 8 ประเภทที่ทำให้เราได้อัตภาพเป็นมนุษย์ ซึ่ง 8 ประเภทนี้ แบ่งได้ 3 ลักษณะ

  • เอาปัญญาเป็นที่ตั้ง แบ่งเป็น มีปัญญา 4 ไม่มีปัญญา 4
  • เอาเวทนาเป็นที่ตั้ง แบ่งเป็น อุเบกขา 4 โสมนัส 4 เช่น คนยิ้มง่าย คนยิ้มยาก
  • เอาจิตเป็นที่ตั้ง แบ่งเป็น จิตเข้มแข็ง 4 จิตอ่อน 4 (อสังขาร สสังขาร) จิตเข้มแข็งหมายถึง คิดอะไรง่าย คิดไปข้างหน้าได้ไว บางคนคิดช้า ต้องให้คนอื่นนำ เป็นพวกจิตอ่อน

     สรุปรวมจิตต้องมีฐานปัญญาจึงจะดี โดยเรียงตามลำดับดังนี้

  1. มีปัญญา มีโสมนัส จิตเข้มแข็ง ถือว่าเป็นเลิศ เช่น จิตของพระพุทธเจ้า
  2. มีปัญญา เป็นอุเบกขา จิตเข้มแข็ง เช่น ในหลวง รัชกาลที่ 9
  3. มีปัญญา มีโสมนัส มีจิตอ่อน
  4. มีปัญญา เป็นอุเบกขา มีจิตอ่อน เป็นคนที่มีความรู้แต่ไม่ชอบแสดงออก 
  5. จิตโสมนัส ไม่มีปัญญา จิตเข้มแข็ง
  6. จิตโสมนัส ไม่มีปัญญา จิตอ่อน
  7. มีอุเบกขา ไม่มีปัญญา จิตเข้มแข็ง
  8. มีอุเบกขา ไม่มีปัญญา จิตอ่อน

     เมื่อจิตของมนุษย์เป็นเช่นนี้ แต่ละคนจึงไม่เหมือนกัน 

     ส่วนคนประเภทที่บอด หนวก ใบ้ บ้า ปัญญาอ่อน หรือพิกลพิการนั้น เป็นประเภทที่ขาดกำลังของกรรมที่เป็นเจตนา เช่น ทำกรรมหรือทำบุญ ก่อนทำไม่ศรัทธาไม่เลื่อมใส ขณะทำก็ทำเสียมิได้ หลังจากทำแล้วก็ตีโพยตีพาย หากบุญกุศลเหล่านี้ส่งผลก็จะกลายเป็นพวกบอด หนวก ใบ้ บ้า ปัญญาอ่อน พิกลพิการ ไม่สมบูรณ์แบบ เป็นผลบุญประเภทบกพร่อง ฉะนั้นเวลาเราทำบุญ ทำความดี ทาน ศีล ภาวนา ต้องทำด้วยจิตที่เข้มแข็ง ทำอะไรให้สร้างความเข้มแข็งให้แก่จิตใจ

มหากุศลจิต 8

     แม้เรามาทำวัตรก็ให้ทำด้วยความรู้สึกเข้มแข็ง สวดมนต์ด้วยความตั้งใจ ฟังธรรมด้วยความตั้งใจจะรู้เรื่องหรือไม่รู้เรื่องก็ไม่เป็นไร ถ้าฟังซ้ำก็จะรู้เรื่องขึ้นมาได้อยู่ที่เราต้องพัฒนาตัวเอง เมื่อพัฒนามากขึ้นจะช่วยให้ฟังเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้เข้าใจง่ายขึ้น

     เมื่อเราได้รู้เหตุของความเป็นมนุษย์นั้นเกิดจากมหากุศลกรรม 8 ประการ ฉะนั้น ความเป็นมนุษย์จึงไม่ใช่เพียงแค่ร่างกาย แต่ต้องสภาพจิตด้วยที่แสดงถึงมนุษยภูมิว่า สภาพจิตนี้ อาศัยกายนี้ ที่เกิดจากกรรมดี จึงได้อัตตภาพเป็นมนุษย์ และเมื่อได้เป็นมนุษย์แล้ว เราก็พัฒนาจิตของเราให้มีปัญญา ถ้าฝึกด้วยดีกำลังของบารมีพร้อมก็สามารถเข้าถึงฌานอภิญญามรรคผลได้ แต่ถ้าเป็นประเภทไม่มีปัญญา ก็ปฏิบัติได้ แต่ได้เป็นอุปนิสัย ไม่ถึงฌานอภิญญามรรคผล เพราะฐานปัญญาไม่มี

     บางครั้งมีเด็กที่พิการหรือเด็กพิเศษ ก็ให้มาปฏิบัติเพื่อเป็นมหากุศล เพื่อเป็นอุปนิสัยเท่านั้น ไม่ได้หมายถึงว่าจะบรรลุมรรคผล แต่เขาก็ยังมีใจที่จะทำ ดังนั้น พวกเรามีอัตตภาพที่พร้อม เราจึงควรที่จะใช้ความพร้อมของเราให้เป็นประโยชน์

     เหมือนกับเครื่องใช้ไฟฟ้า เราต้องใช้มันตอนที่ยังมีคุณภาพดี เครื่องยนต์หรือพวกนวัตกรรมใหม่ๆ ระบบดิจิตอล เมื่อถึงจุดของมันก็จะเสื่อมสภาพไป ถ้าเราไม่ใช้มันก็หมดสภาพ หรือผู้หญิงที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ ไม่ยอมมีลูก พอเลยวัยเจริญพันธุ์ก็ไม่สามารถมีลูกได้เพราะไข่ไม่ตกแล้ว แม้จะมีเงินเป็นร้อยล้านพันล้าน ก็ไม่สามารถมีทายาทสืบสกุลได้ หรือการทำงานทางโลกบางอย่างก็มีการจำกัดอายุไว้ ไม่ว่าจะมีประสบการณ์แค่ไหนก็ไม่รับ เช่น แอร์โฮสเตส เป็นต้น

     แม้แต่การบวชเป็นพระ พระพุทธเจ้าก็ยังกำหนดว่าถ้าเข้าสู่วัยทุพพลภาพ คือ กำลังอ่อนแอ จะลุกจะนั่งก็ไม่ไหว การจะมาบวชเพื่อประพฤติปฏิบัติธรรมก็ไม่ได้แล้ว เรียกว่าผ่านวัย ความเหมาะสมบูรณ์ไปแล้ว กระทั่งการปฏิบัติธรรม พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ว่า คนที่ปฏิบัติได้ดีคือคนที่อยู่ในวัยผมดำ เหมาะแก่การภาวนา เพราะหนักเอาเบาสู้ แต่ปัจจุบันนี้ วัยผมดำก็ไปทำงานตั้งเนื้อตั้งตัว พอวัยผมขาวค่อยเข้าวัด พอผ่านวัยแล้วบางสิ่งบางอย่างก็ไม่เหมาะสมกับสภาพ

     ฉะนั้นการที่พวกเรามาอยู่ที่นี่ จะอยู่ในปัจฉิมวัย มัชฌิมวัย หรือปฐมวัย ก็ให้เอาความเหมาะสมของวัยเรา แม้จะเป็นคนแก่ก็ยังเดินได้ นั่งได้ นั่งกับพื้นไม่ไหวก็นั่งเก้าอี้ เรียกว่ายังมีกำลังใจที่จะปฏิบัติ ต้องสู้ แต่เด็กๆ อายุ 20-30 มาปฏิบัติก็นั่งกับพื้นได้ ลุกเดินเหินสะดวก ก็เป็นบุญของเรา เราก็ไปติดเรื่องภาระกังวลว่ายังต้องไปทำงานอีก ผู้สูงอายุไม่มีภาระแต่กังวลเรื่องสุขภาพ ทำมากก็กลัวเจ็บป่วย ไม่ได้หลับนอนก็กลัวเป็นนั่นเจ็บนี่ ก็มีความกังวลกันคนละอย่าง ฉะนั้นก็ให้รู้ตัวว่าเราจะต้องตัดกังวลตัวไหน คนหนุ่มคนสาวควรตัดกังวลเรื่องงานเรื่องครอบครัว คนสูงอายุแล้วก็ให้ตัดกังวลเรื่องความเป็นความตาย ให้ระลึกเสมอว่าที่เรามาวัดก็พร้อมที่มาตายนะ

     แต่ที่ดีที่สุดคือ ให้กิเลสตายก่อน ก่อนที่ตัวตาย ให้เราดับกิเลสเสียก่อนแล้วตัวค่อยตายทีหลัง ชีวิตสมสีสี (สะ-มะ-สี-สี) คือ กิเลสดับแล้วชีวิตก็ดับ เป็นการตายก่อนตาย คือ กิเลสตายก่อน แล้วกายสังขารตายทีหลัง เรียกว่า ตายก่อนตาย

     ถ้าใครถึงจุดนี้ได้ก็ถือว่าเป็น ผู้ชนะ ชนะมัจจุราช เพราะจะตายเป็นครั้งสุดท้าย ต่อไปจะไม่ตายอีกแล้ว แต่ถ้ากิเลสยังไม่ดับ แต่ขันธ์ธาตุตายไปก่อน ต้องเกิดอีก เรียกว่ายังเป็นผู้แพ้ พญามัจจุราชยังต้องตามเก็บอีกหลายชาติ ฉะนั้นซากศพนี้ สรีระนี้ยังไม่ใช่ซากสุดท้าย ยังมีอีกหลายสรีระที่มัจจุราชต้องตามไปเก็บชีวิตพวกเรา ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ในป่าในเขา ในถ้ำ ในคฤหาสน์ราชวัง หรืออาคารชุดคอนโดมิเนียม หมู่บ้านไหน กระท่อม หรือใต้ต้นไม้ ใต้สะพานลอย พญามัจจุราชรู้หมดว่าอยู่ที่ไหน เพราะเราเอาชีวิตของเราเข้าไปอยู่ในศูนย์ใหญ่ที่เก็บไว้หมดแล้ว ศูนย์นี้พญามัจจุราชตามเจอหมด ศูนย์ใหญ่นี้เหมือนซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ ตามหลักพระอภิธรรมเรียกว่า “ภวังค์” ภวังคจิต กรรมดีกรรมชั่วทั้งหลาย เราสะสมไว้ใน ภวังคะ ภาษาทางจิตวิทยาเรียกว่า จิตใต้สำนึก เราเก็บดีชั่วทั้งหลาย พฤติกรรมต่างๆ เก็บไว้ในจิตชนิดหนึ่งที่เรียกว่า จิตใต้สำนึก

     จิตสำนึก ก็คือจิตที่ได้เห็นได้ยินปกติ พอมันดับ ไม่ได้เห็นไม่ได้ยิน มันก็จะเก็บลงไปสู่ภวังคจิต ที่เราเรียกว่า จิตใต้สำนึก ข้อมูลสารพัดที่ผ่านมาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ พฤติกรรมทางกายวาจาใจ มันลงที่จิตใต้สำนึกหมด ซึ่งเราเอามาใช้ไม่หมด พระพุทธเจ้าท่านก็ใช้ไม่หมด บุญท่านมากมายแต่พระองค์ก็ใช้ไม่หมด ตอนที่พระองค์สร้างบารมี 4 อสงไขยแสนกัปได้สร้างบุญมหาศาล แต่พระองค์ก็ใช้ไม่หมดแล้วนิพพานไป ไม่มีใครใช้หมด ที่บอกว่าจะใช้หนี้กรรมให้หมด จึงไม่มีทาง ชาติหนึ่งของมนุษย์เรา ไม่เกิน 100 ปี ใช้หนี้กรรมไม่หมดหรอก และก็เสวยผลบุญไม่หมดเช่นกัน

     ตราบใดที่ตาไม่บอด หูไม่หนวก จมูกยังดมกลิ่นได้ ลิ้นยังรู้รสได้ กายยังสัมผัสได้ นั่นแสดงว่าเรากำลังเสวยผลทั้งบุญและกรรม ทำให้เราได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้รส ได้สัมผัสต่างๆ นี้คือการเสวยผลบุญ ทุกคนที่ได้มาที่วัดก็กำลังเสวยผลบุญ เมื่อเราได้เสวยผลบุญแล้วก็เอาผลนี้สืบต่อ เมื่อพวกเรามีมือมีเท้ามีหูมีตา เราก็เอาผลบุญนี้ที่มือเท้าหูตายังทำหน้าที่ได้ เอามาทำบุญทำความดีต่อ ส่วนใครจะทำได้มากได้น้อยก็อยู่ที่ตัวเราเองว่าวันนี้จะทำได้เท่าไหร่ อยู่ที่การบริหารชีวิตของแต่ละคนที่ต่างกัน อย่างมาวัดกินแค่ 2 มื้อ บางคนอาจหลับทดแทนการกินเรียกว่าเสวยผลกรรม แต่บางคนตื่น ไม่ต้องหลับเพื่อทดแทนการกิน แต่ตื่นเพื่อทำความดีสร้างกรรมดี ได้ข้าวสองมื้อเหมือนกัน แต่ได้บุญกุศลมากกว่า ถ้าเราจัดการชีวิตให้ดี แม้จะกินน้อยนอนน้อยแต่ก็สุขภาพดี เพราะจิตใจไม่เสื่อม กายก็ไม่รับอาหาร ไม่รับเครื่องดื่มที่เป็นพิษ ก็ทำให้ชีวิตของเราเจริญได้อยู่ได้.

 

พระภาวนาธรรมาภิรัช
วันที่ 5 พฤศจิกายน 2564

┗━━━━━•❃°•°•°•°❃•━━━━━┛

  • โอวาทธรรม
ธรรมนิยาม ความแน่นอนแห่งธรรม

ธรรมนิยาม

admin พ.ย. 28, 2564

เราทั้งหลาย ทางที่จะให้เข้าถึงโพธิญาณ เข้าถึงปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้เพื่อเข้าถึงพระนิพพานนั้น เราจะต้องเข้าใจธรรม ต้องศึกษา ประพฤติปฏิบัติให้เข้าถึงธรรมนี้ จึงจะทำให้เราเข้าถึงมรรค ถึงผล ถึงนิพพานได้...

โอวาทธรรมวันเวียนเทียน 04-11-64

โอวาทธรรมวันเวียนเทียน 04-11-64

admin พ.ย. 04, 2564

การที่จะเข้าถึงพุทธะ หรือเข้าถึงการบรรลุธรรม หรือการตรัสรู้ธรรม ก็ต้องเข้าใจเรื่องอริยสัจ 4 นี้คือทุกข์ นี้คือเหตุแห่งทุกข์ นี้คือความดับทุกข์ นี้คือข้อปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์

ฟังธรรมเวียนเทียนวันพระ

โอวาทธรรมวันเวียนเทียน 29-10-64

admin ต.ค. 30, 2564

พวกเรามาเวียนเทียนกันในค่ำคืนนี้ ก็ให้รู้สึกเสมือนว่าเราเป็นตัวแทนของพุทธบริษัทที่เขาไม่มีโอกาสได้มาเวียนเทียน วันนี้เรายังน้อมจิตมาทำหน้าที่ของเราในฐานะที่เป็นพุทธศาสนิกชน...

ได้ธรรม
ได้ธรรม

ในพระอภิธรรมท่านแบ่งบุญไว้ 3 ร อ่านต่อ

สัมมาทิฏฐิในธัมมจักกัปปวัตนสูตร
สัมมาทิฏฐิ

ถ้าเราจะป้องกันตัวเองให้พ้นทาง อ่านต่อ

ธรรมนิยาม
ธรรมนิยาม ความแน่นอนแห่งธรรม

เราทั้งหลาย ทางที่จะให้เข้าถึง อ่านต่อ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *