สืบสานประเพณียี่เป็ง เทศน์มหาชาติ วัดร่ำเปิง (ตโปทาราม)

ปฐมเหตุเวสสันดรชาดก

ประเพณีการเทศน์มหาชาติ

     ประเพณีการเทศน์มหาชาตินั้น พุทธศาสนิกชนชาวไทยได้สืบทอดกันมาช้านาน จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตแบบไทยๆ เพราะเป็นประเพณีที่ให้ทั้งความสนุกสนาน สร้างความสมานสามัคคีในชุมชน และสอดแทรกการอบรมสั่งสอนศีลธรรมคุณธรรมแก่ประชาชนผู้ร่วมกิจกรรมไปพร้อมกัน เรื่องที่นำมาใช้ในการเทศน์มหาชาติ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระเวสสันดร อันเป็นพระชาติสุดท้ายของพระบรมโพธิสัตว์ ก่อนที่จะมาประสูติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ภายหลังออกบวชจนได้ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระโคตมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าของเราทั้งหลายในกาลปัจจุบันนั้นเอง

     พระพุทธองค์สมัยเมื่อเสด็จละจากมหาวิหารเวฬุวัน ใกล้กรุงราชคฤห์ อันเป็นราชธานีแห่งแคว้นมคธสู่นครกบิลพัสดุ์ แขวงสักกชนบท เพื่อบำเพ็ญญาตัตถจริยาโปรดพระญาติมีพระเจ้าสุทโธทนะ พุทธบิดาเป็นประธาน อันพระกาฬุทายี เป็นผู้สื่อสารและนำเสด็จไปประทับยังนิโครธาคาม ไม่ห่างจากมหานคร ตามที่ศากยราชจัดถวายต้อนรับพร้อมด้วยหมู่ภิกษุบริวารเป็นอันมาก (1 แสน) ยังความยินดีให้แผ่ไปทั่วทั้งกบิลพัสดุ์ ในกาลนั้นความมหัศจรรย์ได้บังเกิดขึ้น เป็นเหตุให้ทรงประกาศเรื่องเวสสันดรชาดก

     โดยปกติ เมื่อพระตถาคตเจ้าเสด็จสู่ ณ ที่ใด ก็บังเกิดสู่ความสงบสุข ณ ที่นั้น เพราะอานุภาพคำสั่งสอนที่ตรัสประทานด้วยพระมหากรุณา อุปมาเหมือนมหาเมฆหลั่งโปรยสายฝนอันเย็นฉ่ำลงมายังโลกยังความอ้าวระอุของไอแดดไอดินให้ระงับ ชุบชีพพฤกษชาติที่เหี่ยวเฉาให้ฟื้นฟู สู่ความชื่นบานตระการด้วยดอกช่อและก้านใบฉะนั้น แต่สำหรับกบิลพัสดุ์ดินแดนที่ทรงถือพระกำเนิดและเจริญวัยมา มวลพระญาติและญาติประชา หาได้ยินดีต่อพุทธวิสัยธรรมานุภาพไม่

     พระองค์ทรงอุบัติมาเป็นความหวังของคนทั้งแว่นแคว้น ทุกคนพากันรอคอยอย่างกระหายใคร่จะชมพระบารมีพระจักรพรรดิราช แต่แล้วท่ามกลางความไม่นึกฝัน ทรงอยู่ในพระเยาวกาลเกศายังดำสนิท ไม่ปรากฏความร่วงโรยแห่งสังขารแม้สักน้อย ทั้งสมบูรณ์พูนพร้อมทุกอย่างเท่าที่สมบัติประจำวิสัยบุรุษจะพึงมี พระชายาทรงสิริโฉมเป็นเลิศ ซ้ำเป็นโชคอันประเสริฐให้กำเนิดโอรสอันเป็นสิริแห่งวงศ์ตระกูลอีกเล่า พระองค์ก็ยังตัดเยื่อใยแห่งโลกีย์ เสด็จแหวกวงล้อมเหล่านี้ออกสู่ไพรพฤกษ์ ประพฤติองค์ปานประหนึ่งพเนจรอนาถา สร้างความผิดหวังและวิปโยคแก่คนทั้งแคว้นเป็นเวลานานถึง 6 ปี

ปฐมเหตุเวสสันดรชาดก
พระพุทธองค์เสด็จไปโปรดพระญาติที่กรุงกบิลพัสดุ์ พระญาติผู้ใหญ่ถือว่าสูงอายุไม่ถวายบังคม

     พระพุทธองค์ทรงกระทำงานชีวิต และสำเร็จกิจโดยได้บรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ จากนั้นก็ทรงใช้ไปเพื่องานสงเคราะห์สัตว์โลก เสด็จเที่ยวแจกจ่ายอุบายพ้นทุกข์ ด้วยเทศนาสั่งสอนจนชาวโลกยอมรับและเทิดทูนไว้ในฐานะองค์ศาสดาเอก บัดนี้ พระพุทธองค์เสด็จคืนกลับกบิลพัสดุ์แล้ว แต่ชาวกบิลพัสดุ์มิได้ต้อนรับในฐานะศาสดา เขาพากันปีติต่อพระองค์ในฐานะที่เคยเป็นขวัญจิตขวัญใจของเขาเลยต่างหาก

     ในวันแรกที่เสด็จถึงดินแดนแห่งมารดร ทรงเห็นว่ายังไม่ใช่โอกาสที่จะประทานธรรมเทศนาแก่หมู่พระญาติ เพราะวันนี้เป็นวันที่วิถีประสาทและจิตใจตลอดทั้งร่างกายของเหล่าศากยะ เต็มไปด้วยอาการปีติตื่นเต้น และอิดโรยด้วยความยินดี และภารกิจไม่อยู่ในสภาพที่ควรแก่การรองรับกระแสธรรม

     ทรงรอวันรุ่ง แต่แล้วในตอนบ่ายของวันต่อมา เมื่อบรรดาศากยราชญาติประยูร พากันเสด็จไปเฝ้าที่นิโครธาราม ก็ทรงประจักษ์ว่า พระทัยของประยูรญาติบางส่วน ยังไม่อยู่ในฐานะควรแก่การรับคำสั่งสอน เพราะมีพระญาติวงศ์รุ่นสูงชันษาบางพระองค์ แสดงอาการทระนงเป็นเชิงว่า “ข้าเกิดก่อน เจ้าชายสิทธัตถะ” แม้จะแสดงความคารวะนบไหว้หรือสนพระทัยต่อพระพุทธโอวาทก็เกรงจะเสียเชิงของผู้เห็นโลกมาก่อน จึงพากันประทับอยู่ห่างๆ ด้วยพระอาการเคอะเขิน หลบๆ ซ่อนๆ อยู่ตามซุ้มไม้และฉากกั้น ปล่อยแต่บรรดากุมารกุมารีรุ่นเยาว์ชันษาให้ได้เฝ้าอย่างใกล้ชิด

     พระอาการอันกระด้างเคอะเขินของพระญาติรุ่นสูงอายุนั้น พระพุทธองค์ทรงสังเกตว่า เกิดจากมูลเหตุอันจะเป็นอุปสรรคสกัดกั้นผลดีที่จึงเกิดที่เกิดแก่เขาเสีย มูลเหตุอันปิดกั้นความงอกงามจำเริญแก่ดวงจิตนั้นก็คือทิฐิมานะ ความเห็นอันเป็นให้ถือตน ถ้าลงจับจิตสิงใจผู้ใดเข้าแล้ว ก็รังแต่จะทำให้สภาพจิตวิปริตไป เสมือนรากต้นไม้ที่เป็นโรค แม้ฝนจะฉ่ำน้ำจะโชก แผ่นดินจะฟูอยู่ด้วยรสปุ๋ย แต่ทว่ารากที่ปิดตันเสียแล้วด้วยอำนาจเชื้อโรคก็ย่อมไม่ดูดซับเอาโอชะเข้าบำรุงลำต้น เกรียนโกร๋นยืนตายไปในที่สุดฉันใด อนาคตของคนที่มีจิตมากอยู่ด้วยมานะทิฐิก็ฉันนั้น

ปฐมเหตุเวสสันดรชาดก
พระพุทธองค์ทรงแสดงอิทธิปาฎิหารย์ ในที่ประชุมหมู่พระญาติ ณ กรุงกบิลพัสดุ์ เพื่อให้หมู่พระญาติสิ้นทิฏฐิมานะ ถวายบังคมพร้อมกัน

     ทรงพิจารณาดังนี้ จึงเห็นว่ากิจอันควรก่อนอื่น คือ ทำลายความแข็งกระด้าง ล้างความถือดีเสียด้วยอำนาจอิทธิปาฏิหาริย์ ทรงกำหนดจิตเจริญฌาน มีอภิญญาเป็นภาคพื้น ลอยขึ้นสู่ห้วงนภากาศเสด็จลีลาศจงกรมไปมาน่าอัศจรรย์

     เพียงเท่านี้เอง ความคิดข้องใจที่ว่าใครอาบน้ำร้อนก่อนหลังก็เสื่อมสูญอันตรธาน พากันเอาเศียรคารวะแสดงถึงการยอมรับนับถืออย่างเต็มใจ เมื่อเสด็จลงที่ประทับ ณ พุทธอาสน์ เบื้องนั้น ฝนอันมหัศรรย์อย่างที่ไม่เคยปรากฏมีมาก่อนก็ตกลง ความมหัศจรรย์มีลักษณะดังนี้

     สีเม็ดน้ำฝน แดงเรื่อ เหมือนแก้วทับทิม ผู้ใดปรารถนาให้เปียกก็เปียก ผู้ไม่ปรารถนา แม้ละอองก็ไม่สัมผัสผิวกาย ไม่เลอะเทอะขังนอง ก่อให้เกิดโคลนตมอันปฏิกูล พอฝนหาย แผ่นดินก็สะอาด ตกลงเฉพาะในสมาคมพระญาติ ไม่มีผู้อื่นอยู่ร่วมประชุมด้วย

 อนึ่ง คติในความมหัศจรรย์โดยอุปมา มีดังนี้

  • สีของน้ำฝน ได้แก่ สีโลหิตแห่งความชื่นชมยินดี วันนี้เป็นวันที่ศากยราชทั้งปวงรอคอย ก็สมหวังแล้ว เมื่อพระพุทธองค์เสด็จกลับคืนมา ให้เขาได้เห็นพระรูปพระโฉม จึงพากันชื่นบาน ผิวพรรณก็ซ่านด้วยสายเลือด อย่างที่เรียกว่าราศีของผู้มีบุญ ผิวพรรณอมเลือดฝาด
  • ความชุ่มชื่นของสายฝน ก็ได้แก่ พระธรรมเทศนาที่พุทธองค์ทรงประกาศออกไป มีเหตุมีผลสมบูรณ์ด้วยหลักการ ถ้าผู้ใดตั้งใจฟังด้วยความเคารพ ธรรมก็เข้าสัมผัสจิตสำนึก และสามารถจะปรับปรุงจิตของตนตามหลักแห่งเหตุผลนั้น จนกระทั่งจิตตั้งอยู่ในภาวะเยือกเย็นเหมือนผิวกายต้องละอองฝน แต่สำหรับบุคคลที่ฟังสักแต่ว่าฟัง ธรรมะนั้นก็จะไม่กระทบใจ เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา อุปมาด้วยฝนไม่เปียก
  • ปกติธรรมเป็นของสะอาด ไม่ก่อทุกข์โทษอันพึงรังเกียจแก่ใครๆ ไม่ว่ากาลไหนๆ
  • พระพุทธจริยา ครั้งนี้ ทรงมุ่งบำเพ็ญเฉพาะพระญาติศากยะล้วนๆ
พระโคตมพุทธเจ้า มีพระนามเดิมในภาษาบาลีว่าสิทธัตถะ โคตมะ เป็นพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ผู้เป็นศาสดาของศาสนาพุทธ ประสูติในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ณ ใต้ร่มไม้สาละ ภายในพระราชอุทยานลุมพินีวัน อยู่ระหว่างเมืองกบิลพัสดุ์ และเมืองเทวทหะ ในดินแดนชมพูทวีป

     เมื่อเหล่าศากยะ ผู้ได้รับความเย็นกายด้วยสายฝน เย็นใจด้วยกระแสธรรม และกราบถวายบังคมลาพากันคืนสู่พระราชนิเวศน์แล้ว แต่นั้นก็ย่างเข้าสู่เจตสนธยากาล แสงแดดอ่อนสาดฝาละอองฝนที่เหลือตกค้างมาแต่ตอนบ่าย ทำให้เกิดบรรยากาศราวกับจะกลายเป็นยามอรุณ ดอกไม้ในสวนเริ่มเผยอกลีบอย่างอิดเอื้อนเหมือนหลงเผลอ แม้นกก็บินกลบรวงรังอย่างลังเล ภิกษุทั้งหลายกำลังชุมนุมสนทนาถึงฝนอันมหัศจรรย์และสายัณห์อันเฉิดฉาย ลงท้ายก็พากันเทิดทูนพุทธบารมีที่บันดาลให้ทุกสิ่งเป็นไปแล้วอย่างพิศวงยิ่ง

     พระพุทธองค์เสด็จสู่ลงสนทนาของภิกษุพุทธสาวก เมื่อทรงทราบถึงมูลเหตุอุเทศแห่งการสนทนานั้น ก็ตรัสแย้มว่า ฝนนี้เรียกว่าฝนโบกขรพรรษ ที่ตกลงมาในปัจจุบันนี้ หาชวนอัศจรรย์ไม่ แม้ในอดีตกาล เมื่อทรงอุบัติเกิดเป็นพระโพธิสัตว์ นามว่าเวสสันดร ก็ทรงบำเพ็ญบารมีธรรม จนเป็นเหตุให้ฝนโบกขรพรรษ ได้ตกลงมานั่นสิอัศจรรย์กว่า ภิกษุทั้งหลายต่างพากันกราบทูลพระมหากรุณาให้นำเรื่องครั้งนั้นมาแสดง ซึ่งพระพุทธองค์ก็ทรงแสดงเรื่องราวพิสดาร แบ่งเป็น 13 กัณฑ์ 1,000 พระคาถา

     พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนามหาเวสสันดรชาดก ซึ่งประดับด้วยคาถาประมาณ 1,000 คาถานี้มาแล้ว ตรัสว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ในกาลก่อน มหาเมฆก็ยังฝนโบกขรพรรษ ให้ตกในที่ประชุมแห่งพระประยูรญาติของเรา อย่างนี้เหมือนกัน.

     ตรัสดังนี้แล้ว ทรงประชุมชาดกว่า

  • พราหมณ์ชูชก ในกาลนั้น คือ ภิกษุเทวทัต.
  • นางอมิตตตาปนา คือ นางจิญจมาณวิกา.
  • พรานเจตบุตร คือ ภิกษุฉันนะ.
  • อัจจุตดาบส คือ ภิกษุสารีบุตร.
  • ท้าวสักกเทวราช คือ ภิกษุอนุรุทธะ.
  • พระเจ้าสญชัยนรินทรราช คือ พระเจ้าสุทโธทนมหาราช.
  • พระนางผุสดีเทวี คือ พระนางสิริมหามายา.
  • พระนางมัทรีเทวี คือ ยโสธราพิมพา มารดาราหุล.
  • ชาลีกุมาร คือ ราหุล.
  • กัณหาชินา คือ ภิกษุณีอุบลวรรณา.
  • ราชบริษัทนอกนี้ คือ พุทธบริษัท.
  • ก็พระเวสสันดรราช คือ เราเองผู้สัมมาสัมพุทธเจ้า แล.
 

** ที่มา: อรรถกถา มหาเวสสันตรชาดก ว่าด้วย พระเวสสันดรทรงบำเพ็ญทานบารมี

อ่าน  โครงการอุปสมบทหมู่

┗━━━━━•❃°•°•°•°❃•━━━━━┛

ที่มา : หน่อแก้วดอทเน็ต 

สัมมาทิฏฐิในธัมมจักกัปปวัตนสูตร
สัมมาทิฏฐิ

ถ้าเราจะป้องกันตัวเองให้พ้นทาง อ่านต่อ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *