มรรคหนทางแห่งการดับทุกข์

 

          ขอความนอบน้อมของข้าพเจ้า จงมีแด่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เองฯ

          เช้านี้เป็นอีกวาระหนึ่งที่เราจะได้ฟังธรรม เพื่อให้เรารู้จักธรรมะ และหน้าที่ของธรรมะ รู้จักบุญที่เกิดจากธรรมะ ตัวธรรมะได้แก่สิ่งที่มีอยู่จริงเป็นอยู่จริง ในที่นี้เราก็เอาแค่ว่า กายใจนี้เป็นธรรมะ

          องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ความรู้ที่พระองค์ได้ตรัสรู้แล้วนั้นเปรียบเหมือนใบไม้ในป่าใหญ่ แต่ความรู้ที่เป็นไปเพื่อความดับทุกข์นั้น เปรียบเหมือนใบไม้ในพระหัตถ์ของพระองค์

          ธรรมะที่เป็นประโยชน์แก่เราคือธรรมะที่เราสามารถนำมาพิจารณาได้ คือสิ่งที่เราถือว่าเป็นสมบัติของเรา ก็คือกายกับใจ ซึ่งเราสามารถนำมาใช้ให้เป็นคุณเป็นประโยชน์ต่อตัวเราเอง ทุกคนมีกายมีใจ ก็คือมีธรรมอยู่กับตัวเอง แต่บางทีเราไม่มีความรู้ที่จะใช้ธรรมะที่มีอยู่นั้นให้เกิดประโยชน์ เหมือนกับเรามีทรัพย์แต่ไม่มีปัญญาที่จะบริหารทรัพย์ มีมรดกแต่ไม่มีปัญญาจะบริหารมรดก ทรัพย์มรดกนั้นก็วิบัติไป น่าจะมีมรดกเพิ่มเติมจากร้อยล้านเป็นพันล้าน กลายเป็นจากร้อยล้านกลายเป็นร้อยบาท อย่างนี้เป็นต้น

          ฉะนั้นเราฟังธรรมะวันนี้เพื่อจะมีปัญญาบริหารธรรมที่เรามีอยู่ เรากำลังพัฒนาปัญญาเพื่อจะนำมาใช้บริหารธรรมะ ปัญญาก็คือตัวธรรมะเหมือนกัน คือเราจะใช้ธรรมะบริหารธรรมะ คือเราต้องสร้างปัญญา ซึ่งเป็นธรรมะตัวหนึ่งมาบริหารรูปธรรม นามธรรม หรือกายใจของเรา

          เมื่อเรารู้จักบริหารธรรมะคือกายใจแล้ว จะเกิดบุญที่จะทำให้เราฉลาด ตรงกันข้ามกับบาป ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะทำให้เราโง่เขลา บุญทำหน้าที่ให้สว่าง บาปทำหน้าที่ให้มืด บุญทำหน้าที่ให้เราได้สุข บาปทำหน้าที่ให้เราได้ทุกข์ บุญมีลักษณะที่เมื่อทำไปแล้วไม่มีโทษ แต่บาปเมื่อทำไปแล้วเกิดโทษ นี่เป็นลักษณะของบุญและบาป คือ กุศลธรรมและอกุศลธรรม

          เมื่อวานนี้ได้พูดถึงเรื่อง มิจฉาทิฏฐิหรือสักกายทิฏฐิ สักกาย แปลว่า ขันธ์ 5 เรามาปฏิบัติธรรมก็เพื่อให้เกิดความเห็นถูกคือ สัมมาทิฏฐิ จาก มิจฉาทิฏฐิ เป็นสัมมาทิฏฐิ มิจฉา แปลว่า ผิด สัมมา แปลว่า ถูก ความเห็นถูกก็คือการเดินตามมรรค 8 คือความเห็นชอบ เช่น แต่ก่อนเคยยึดถือว่าขันธ์ 5 เป็นของเรา หรือเห็นว่าการมีชีวิตอยู่เป็นความเจริญ เป็นความสุข เป็นความเพลิดเพลิน แต่ตอนนี้เราจะมาปรับใหม่ให้มีสัมมาทิฏฐิ คือ ปัญญาเห็นชอบ ให้เห็นว่า ขันธ์ 5 เป็นทุกข์ ไม่ใช่เราทุกข์ ไม่มีตัวเรา แต่ตัวทุกข์คือตัวขันธ์ 5 ตัวเกิดก็ไม่ใช่เราเกิด ขันธ์ 5 เกิด ตัวแก่ก็ไม่ใช่เราแก่ ขันธ์ 5 แก่ ตัวเจ็บและตัวตายก็ไม่ใช่เราเจ็บและเราตาย แต่เป็นขันธ์ 5 ที่เจ็บ และขันธ์ 5 ดับ เพราะฉะนั้นทั้งหมดเป็นขบวนการของขันธ์ 5 ไม่ใช่เรา มันเป็นธรรมะแท้ๆ เป็นปรากฏการณ์ของธาตุและขันธ์ ไม่มีอะไรไปมากกว่าธาตุและขันธ์ ไม่ใช่ตัวเรา แต่เนื่องจากมีทิฏฐิที่เห็นผิดจึงเข้าใจว่า เราเกิด เราแก่ เราเจ็บ เราตาย เพราะมีความเห็นผิดในขันธ์ 5 จึงมีนายนั้นนางนี้ตาย โดยมีชื่อสมมติด้วย เช่น สมมติว่า คุณสุดชีวา อายุ 85 ปี ตาย แต่ความจริงชื่อสุดชีวาไม่ตาย แต่ขันธ์ 5 ของสุดชีวาดับไป เพราะเป็นชื่อสมมติ เป็นบัญญัติ ไม่มีความดับ มีแต่รูปมีแต่ขันธ์เท่านั้นที่ดับ แต่ชื่อซึ่งเป็นบัญญัติยังคงมีอยู่ เพราะชื่อก็ส่วนหนึ่ง รูปนามขันธ์ก็ส่วนหนึ่ง

          สัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูก คือ เห็นว่า นี่คือทุกข์ ไม่ใช่เราทุกข์ นี้คือเหตุแห่งทุกข์ นี้คือตัวตัณหาอันเป็นเหตุแห่งทุกข์ ไม่ใช่เรา แต่เป็นตัวธรรม ตัวความอยากที่ทำให้เกิดทุกข์ ไม่ใช่คนนี้เป็นเหตุให้ทุกข์เกิด ตัวเหตุแห่งทุกข์ คือตัวตัณหาซึ่งเป็นอกุศลกรรม นี้คือความดับทุกข์ คือ นิพพาน หรือ นิโรธ หรือ วิราคะ หรือ วิมุตติ หรือ สันติ ตัวนี้เป็นตัวธรรมที่ดับทุกข์ นี้คือข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ หมายถึง มรรคปฏิบัติ ตัวมรรคนี้แหละ เป็นตัวทำหน้าที่ขัดเกลากิเลส กิเลสมันเกาะติดที่ไหน เกาะติดที่ทุกข์ ฉะนั้นเราก็ต้องไปขัดที่ตัวทุกข์ เช่น สิ่งสกปรกปฏิกูลเกิดที่ไหนเราก็ต้องไปขัดที่นั่น ความเปื้อนความสกปรกเกิดที่ไหน ก็ต้องไปเช็ดที่นั่น ตรงไหนสะอาดแล้วก็ไม่ต้องเช็ดไม่ต้องถู

          ฉะนั้นทุกข์ที่ไหนก็ต้องไปดับที่นั่น ตัวกิเลสไปเกาะเกี่ยวที่ไหน ไปเกาะเกี่ยวที่ทุกข์ หรือไปเกาะเกี่ยวที่ขันธ์ทั้ง 5 เมื่อเราปฏิบัติก็ปฏิบัติที่อารมณ์ทุกข์ที่กิเลสเข้าไปเกาะเกี่ยวเหมือนกับว่ามีความสกปรกที่ไหนก็เช็ดที่นั่น ถ้าไม่อยากให้มันสกปรกก็อย่าให้มันมี ถ้ามีก็จะเป็นเหตุให้สกปรก ยกตัวอย่างเช่น ถ้าไม่มีอาคารหลังนี้ ก็ไม่ต้องมีเจ้าหน้าที่คอยเช็ดถู แต่นี่ทุกข์ต้องคอยเช็ดถูเพราะมีอาคาร นี่คือทุกข์เพราะมี แต่ถ้าทุกข์เพราะไม่มีก็คือ ถ้าไม่มีอาคารเราก็นั่งภาวนาตามใต้ต้นไม้ มันก็ไม่มีทุกข์ที่ต้องคอยเช็ดถูอาคาร แต่ว่ามันร้อน มีมด มีแมลง มียุง คราวนี้เราจะต้องเลือกจะเอาอะไร มีอาคารให้นั่ง ให้นอน ให้เดิน ให้ขับถ่าย แต่ก็ต้องมีการปัดกวาดเช็ดถู เพราะฉะนั้นเราต้องยอมทุกข์ส่วนหนึ่งเพื่อจะได้ประโยชน์ส่วนหนึ่ง ต้องแลกกันว่าจะทนกับทุกข์อะไร

          แต่ในที่นี้ต้องการพูดว่า ถ้าเราไม่มีสิ่งนี้ เราก็จะไม่เป็นทุกข์กับสิ่งนี้ มุ่งหมายถึงว่า ถ้าเราไม่มี ขันธ์จะเกิดใหม่ เราก็ไม่ต้องทุกข์เพราะขันธ์อีกต่อไป ถ้าขันธ์ไม่มีผู้เสวยขันธ์ก็ไม่มี คือดับขันธ์ ดับทั้งตัวถูกเสวยและตัวผู้เสวย ก็จะไม่มีทุกข์อีกต่อไป ดังคำพูดที่ว่า “นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ” พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง อนุปาทิเสสนิพพาน คือไม่มีทั้งขันธ์ ไม่มีทั้งกิเลส เรียกว่าดับทุกข์โดยสิ้นเชิง ไม่มีตัวถูกเสวยและไม่มีผู้เสวย แต่ตราบใดยังมีผู้เสวย มันก็มีทุกข์ แต่เมื่อเรามีสัมมาทิฏฐิ รู้ว่าการดับตัณหาคือความอยากเท่านั้นจึงจะพ้นทุกข์โดยสิ้นเชิง คนคนนั้นก็ขวนขวายหาวิธีดับตัณหา

          วิธีดับตัณหานั้นต้องเจริญมรรค เจริญสติปัฏฐาน หรือเจริญวิปัสสนา เราเริ่มต้นเจริญวิปัสสนาที่สัมมาทิฏฐิดังที่กล่าวมาแล้ว คือมีความเห็นชอบมันก็หมุนไปหากิจในอริยสัจ 4 ก็หมายความว่าถ้าเราปรารถนาพระนิพพาน เราต้องมีความเห็นก่อนว่า ขันธ์ 5 นี้เป็นทุกข์อย่างแท้จริง และมีสัมมาทิฏฐิเห็นชอบว่าเหตุแห่งทุกข์ที่แท้จริงคือตัณหา คือความอยาก

          ดังนั้น จะดับทุกข์ได้อย่างแท้จริงต้องดับความอยาก วิธีที่จะดับตัณหา ดับความอยากต้องเจริญมรรค 8 ให้สมบูรณ์ มรรค 8 เท่านั้นจะดับทุกข์ได้อย่างแท้จริง มันก็จะหมุนวนกันอยู่อย่างนี้ไม่หลุดจากนี้ไปได้ มองตั้งแต่ทุกข์แล้วไปหามรรค พอเจริญมรรคก็ต้องกลับไปหาทุกข์อีก ให้ครบวงจรอย่างนี้เรียกว่าเจริญวิปัสสนา หรือ เจริญอริยสัจจ์หรือเจริญมรรคนั่นเอง

อ่าน  สถิติผู้เข้าปฏิบัติธรรม ปี 2561

          ตอนที่เราปฏิบัติภาวนาก็คือการเจริญมรรค ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ ยกหนอ เหยียบหนอ เป็นการเจริญมรรค มีสัมมาทิฏฐิในการภาวนาว่า ไม่มีทางอื่นใดนอกจากทางนี้เท่านั้นที่จะดับทุกข์ได้ พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็น เอกายนมรรค หมายถึง มีทางสายเดียวที่จะดับตัณหา ดับการแสวงหา ก็โดยการเจริญมรรคเท่านั้น

          เจริญสติที่เป็นไปในขณะตาเห็น หูได้ยิน จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายได้สัมผัส ใจคิดนึก ให้มีสติรู้ในอาการเหล่านั้น ไม่ใช่มีสติอยู่ที่ตัวใดตัวหนึ่ง จิตก็ตั้งจดจ่อใส่ใจกับคำภาวนา มีความเพียร คือ วิริยะ รู้ชัดในสิ่งที่กำลังปรากฏ การรู้ชัดนี้คือตัววิปัสสนา คือรู้ชัดว่าสิ่งนี้คือทุกข์ ทุกข์ในที่นี้คือเห็นความเกิดดับของรูปนามที่กำลังเดินอยู่นั่งอยู่ เห็นท้องพองท้องยุบ รู้ชัดอยู่ซึ่งความเจ็บปวดความเป็นไปต่างๆ ในร่างกาย

         ทั้งหมดนี้ก็คือการศึกษาเรื่องทุกข์ ศึกษาความเป็นจริงของทุกข์ การเดินก้าวหนึ่งที่ก้าวไปก็คือเอามรรคมาสัมผัสทุกข์ เพื่อไม่ให้ตัวตัณหาตัวกิเลสเข้ามาเกาะกุมทุกข์ว่าเป็นตน เอามรรคมาเกาะติดแทน เช่น เราไม่ต้องการให้กาฝากมาเกาะต้นไม้ เราก็เอากล้วยไม้มาเกาะแทน จะดูสวยงาม ความจริงกาฝากที่มาเกาะต้นไม้ก็เป็นธรรมชาติ แต่เป็นธรรมชาติที่จะทำลายต้นไม้ที่มันเกาะ กิเลสก็เป็นธรรมชาติเหมือนกัน แต่ถ้ามันเกาะติดกับจิตจะทำให้เกิดความวิบัติ เหมือนกับกาฝากที่เกาะต้นไม้ทำให้ต้นไม้หมดความงามหรือถึงตาย

          ดังนั้น การเจริญมรรค เราก็มาเจริญที่ทุกข์ เอาทุกข์เป็นอารมณ์ของมรรค เราเจริญภาวนา เจริญวิปัสสนา ก็คือเจริญมรรค คือมรรคเมื่อเกิดขึ้นแล้วเป็นไปเพื่อความดับตัณหาหรือดับกิเลส แต่กิเลสมีอารมณ์อยู่ที่ทุกข์ เปรียบว่าถ้าคนจะยิงนกสักตัวก็ต้องไปที่รังของมัน หรือไปที่บ่อน้ำที่มันไปกินน้ำ หรือไปยังต้นไม้ที่มันเกาะกินอาหาร ก็สามารถยิงนกได้ เหมือนกับว่าเราจะฆ่ากิเลส กิเลสเกาะอยู่ที่ใจ แต่บางทีถ้ามันอยู่ในใจฆ่ามันยากเพราะมันฝังลึกอยู่ในขันธสันดาน แต่เมื่อใดที่มันโผล่มาจับที่ตาที่เห็นรูป โผล่มาจับที่หูที่ได้ยินเสียง โผล่มาจับที่จมูกที่ได้กลิ่น โผล่มาจับที่ลิ้นที่ได้รส โผล่มาจับที่กายที่ได้สัมผัส เมื่อมันโผล่มาจากรังจะมีโอกาสจับได้ง่ายขึ้น ดังนั้น เราต้องมีสติกำหนดเวลาที่มันโผล่จะมาจับ ก็มีสติกำหนดดับได้ทันที และเมื่อกิเลสดับไปแล้วเราก็ไม่ประมาท ต้องเจริญสติให้สมบูรณ์ขึ้นจนไม่ให้ทุกข์เป็นที่ตั้งของตัณหา ให้ทุกข์เป็นอารมณ์ให้มรรคเจริญ จนตัณหาเกาะติดไม่ได้ ตัณหาดับโดยสิ้นเชิงเมื่อมรรคเกิดก็คือ นิพพาน คือ นิโรธ ก็คือ เกิดปัญญาอย่างสมบูรณ์

          เมื่อเป็นอย่างนั้นทุกข์ก็เป็นขันธ์บริสุทธิ์ เช่นขันธ์ของพระพุทธเจ้า ขันธ์ของพระอรหันต์ เพราะพระพุทธเจ้าก็มีรูปขันธ์ พระปัจเจกพุทธเจ้าก็มีรูปขันธ์ พระอรหันต์ก็มีรูปขันธ์ แม้แต่พระโสดาบันก็มีรูปขันธ์ แต่รูปขันธ์ของพระโสดาบันเป็นต้นไปจนถึงพระอรหันต์ไม่เป็นที่ตั้งของมิจฉาทิฏฐิหรือสักกายทิฏฐิของท่านอีกต่อไป ขันธ์ยังมีอยู่แต่ไม่เป็นที่ตั้งของอุปาทาน ขันธ์ไม่เป็นที่ตั้งของความโลภ ความโกรธ ความหลง ของท่านอีกต่อไป

          แต่ปุถุชนทั่วไปที่ยังมีสักกายทิฏฐิ ขันธ์ก็เป็นที่ตั้งของอุปาทาน เป็นที่ตั้งของกิเลสของทุกข์ต่อไปไม่สิ้นสุด

          ฉะนั้นการมาปฏิบัติธรรมก็คือมาสร้างสัมมาทิฏฐิว่า ความจริงสิ่งนี้มันมีอยู่อย่างนี้มานานแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสว่า อุปปาทา วา ภิกฺขเว ตถาคตานํ อนุปปาทาวา ตถาคตานํ ฯลฯ แปลว่า “ไม่ว่าตถาคตจะอุบัติก็ตาม ไม่อุบัติก็ตาม สิ่งนี้มีอยู่แล้วว่า สังขารไม่เที่ยง สังขารเป็นทุกข์ ธรรมเป็นอนัตตา” มันเป็นอย่างนี้ของเขาอยู่แล้ว แต่เนื่องจากตัวอวิชชา ตัวโมหะ ตัวมิจฉาทิฏฐิมาครอบงำ ก็เลยไม่รู้ว่าสิ่งนี้เป็นอย่างนี้ คือ ไม่รู้ว่าขันธ์ 5 มันเป็นอย่างนี้ เกิดแล้วก็ตาย แต่ก่อนที่จะตายก็มีขบวนการของการแปรปรวนหรือการผันแปร มีแก่ เจ็บ หิว กระหาย ทุกข์ สุข ยินดี ยินร้าย เกิดขึ้นตั้งแต่ปฏิสนธิจนถึงจุติ

          ขบวนการที่เกิดขึ้นมันจะดับในชาติหนึ่งได้สร้างกรรมมากมายในแต่ละช่วงเวลาที่มีชีวิตอยู่อาจจะ 1 – 90 ปี ที่จริงมันก็เป็นตัวธรรมนั่นแหละที่แปรไปตามเหตุปัจจัย แต่มันพัฒนาการไปเพื่อความสิ้นชาติหรือเพื่อเพิ่มภพชาติ ลองคิดดูว่าเราแต่ละคนได้พัฒนาด้านสติปัญญาหรือการสร้างกรรมเพื่อความสิ้นชาติหรือเพื่อความมีภพชาติต่อไป

          การที่เรามาปฏิบัติธรรมเพื่อละกิเลสก็หมดปัญหา แต่บางคนมาปฏิบัติธรรมแล้วอธิษฐานขอให้ทำธุรกิจใหญ่ให้สำเร็จ ที่จริงความสำเร็จเกิดขึ้นเพราะเป็นบุญของเราอยู่แล้ว แต่การอธิษฐานอย่างนี้เป็นการอธิษฐานเพื่อสร้างภพชาติ เป็นการเอาบุญไปใช้หมุนเวียน ผลก็คือเป็นทุกข์ต่อไป ถ้าเราไม่อยากเป็นทุกข์อีกก็ไม่ต้องเอาบุญไปลงทุนหมุนเวียนต่อ การที่เรามาปฏิบัติธรรมก็คือว่าเราทำดีแล้ว ไม่ต้องอธิษฐานมรรค ผล นิพพาน ก็ต้องถึงอยู่แล้ว แต่ถ้าปฏิบัติธรรมแล้วอธิษฐานให้ได้อย่างนั้นให้ได้อย่างนี้ ให้ได้เป็นอย่างนั้นให้ได้เป็นอย่างนี้ เป็นการเอาบุญไปขายต่อ ทำให้ได้ภพชาติไม่มีที่สิ้นสุด

          เมื่อมาปฏิบัติธรรม ควรปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ ดับกิเลสอันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ดับสมุทัยอันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ การปฏิบัติได้แก่การเจริญสติ เจริญสมาธิ เจริญปัญญาลงไปในขณะปัจจุบัน ปัจจุบันขณะก็คือ ตัวรูปธรรมนามธรรม หรือรูปขันธ์นามขันธ์นั่นเอง ตัวสติ สมาธิ ปัญญา ก็คือ นามขันธ์ และก็พัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ เหมือนกับนักวิชาการเกษตร วิจัยจนทำให้ผลไม้ไม่มีเมล็ด อย่างเช่น มะละกอไร้เมล็ด ฝรั่งไร้เมล็ด มันก็เลยไม่มีเชื้อ ปลูกขึ้นมาได้ลูกแล้วก็กินก็จบกัน จะเอามาปลูกก็ไม่ได้เพราะไม่มีเมล็ดแล้ว อันนี้เป็นเงื่อนไขของวัตถุภายนอก

          ถ้าจิตใจของผู้ใดหมดกิเลสหมดเชื้อแล้ว ก็หมายถึง หมดภพหมดชาติ เมื่อไม่มีภพชาติใหม่ก็ไม่มีทุกข์ใหม่ ก็หมดทุกข์ แต่ถ้ายังมีกิเลสอยู่ก็ต้องทุกข์ต่อไป คือว่า เราจะต้องมีพ่อใหม่ แม่ใหม่ มีครอบครัวใหม่ มีสังคมใหม่ มีอะไรใหม่ๆ อีกมากมายที่เราจะต้องเข้าไปเสพเสวย เพราะสังขารนี้เราไม่ได้มีพ่อเดียวแม่เดียวไม่ได้มีครอบครัวเดียว เราเคยมีอะไรต่ออะไรเยอะแยะมากมาย ภพนี้ชาตินี้ เรามีแม่นี้ มีพ่อนี้ มีครอบครัวนี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันมีแค่นี้ มันมีมาแล้วมากมายและจะมีต่อไปอีกมากมาย จะต้องไปเป็นลูกใครอีกก็ไม่รู้ มันอยู่ที่ว่าเชื้อบุญของเราจะไปถึงใคร ถ้ากุศลของเราเข้ากับใครได้ก็ไปอยู่กับเขาได้ ถ้าเข้ากับเขาไม่ได้ก็อยู่กับเขาไม่ได้ ก็ลำบาก ก็ทุกข์อีก

          ฉะนั้น การปฏิบัติธรรมก็เพื่อจะทำให้สภาพจิตของเราหมดเชื้อกิเลส แต่การที่เชื้อกิเลสจะหมดไปต้องสร้างเชื้อใหม่ เชื้อบุญ เชื้อมรรค ต้องสร้างเชื้อใหม่พันธุ์ใหม่ที่จะไปแก้เชื้อเก่าพันธุ์เก่าที่ไม่ดี จนเชื้อเก่าสูญพันธุ์ไป พันธุ์ที่ทำให้เราเป็นทุกข์ก็คือ เชื้อกิเลส โลภ โกรธ หลง ทั้งหลาย ที่ทำให้เราเป็นทุกข์ แต่เชื้อพันธุ์ใหม่ถ้ามันสมบูรณ์เต็มที่จะทำให้เราดับทุกข์ ดับภพดับชาติดับสังสาระ และตัวมันเองก็ดับไปด้วย เหมือนดาวเทียมที่เขาส่งขึ้นไปในอวกาศ มันทำงานเสร็จแล้วมันก็ทำลายตัวมันเอง จุดระเบิดทำลายตัวมันเอง เพราะสิ้นภารกิจ

          แต่คนทั่วไปส่วนมากยังไม่อยากหมดเชื้อกิเลส บางคนบอกว่าถ้าทำบุญอธิษฐานให้ถึงพระนิพพาน เมื่อถึงพระนิพพานแล้วจะไม่ได้เกิดอีก บุญที่ทำมาทั้งหมดก็สูญเปล่า เพราะบุญที่สร้างมาก็มากมาย ทั้งสร้างโบสถ์ วิหาร ศาลา หลายอย่าง และก็ได้ยินหลวงพ่อบอกว่าทำบุญอย่างนี้จะได้เสวยสุขในสวรรค์ในวิมาน อยากเป็นนางฟ้าจะได้อยู่กับเทพบุตร เทพบุตรองค์หนึ่งมีบริวารนางฟ้าเป็นพัน ยังไม่อยากไปนิพพาน อย่างนี้เรียกว่าภวตัณหาเกิด ไม่ยอมดับความอยาก จึงต้องมีเชื้อเกิดต่อไป

อ่าน  กิจกรรมทำวัตรสวดมนต์

          ถ้าเรามีปัญญาดับเชื้อเกิดได้ ดับขันธ์ธาตุให้หมด บุคคลผู้มีปัญญาเห็นว่าตราบใดที่ยังมีขันธ์ ตราบใดที่ยังมีรูปนาม ตราบนั้นก็ยังมีทุกข์ ขันธ์นั้นแม้จะเป็นขันธ์ของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นขันธ์ที่บริสุทธิ์ แต่พระองค์ก็ยังป่วยไข้ไม่สบาย ต้องหิวกระหายมีภาระบริหาร หนาวก็ต้องหาผ้าห่ม อย่างนี้เป็นต้น ขันธ์ของพระองค์เป็นขันธ์สุดท้าย ชาติสุดท้าย เสร็จภารกิจไม่มีกิเลสเหลือที่จะเข้าไปยึดถือว่ามีตัวตนอีก ไม่มีการสร้างขันธ์ใหม่ ขันธ์เก่าก็แปรสภาพไปตามเหตุปัจจัย

          ฉะนั้น สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ ต้องเห็นอย่างนี้ ให้เห็นขันธ์เป็นเพียงธรรม ให้ธรรมทำหน้าที่ของธรรม ไม่มีอะไรมากไปกว่าธรรม ถ้าเข้าใจอย่างนี้เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ ไม่มีทุกข์อีกต่อไป แต่ทุกข์เพราะความป่วยไข้ของสังขารก็มีต่อไปจนหมดวาระของจิตนั่นแหละ แต่ว่าทุกข์ทางใจไม่มี ดับหมด

          สัมมาทิฏฐิเป็นสิ่งที่ต้องภาวนาให้เจริญขึ้น เพื่อให้ธรรมทั้งหลายเกิดขึ้นโดยสมบูรณ์โดยตัวมรรคเอง

          ขออนุโมทนากับทุกท่านที่เห็นคุณประโยชน์ของการเจริญสัมมาทิฏฐิเพื่อความดับสังสาระทุกรูปทุกคนเทอญฯ

┗━━━━━•❃°•°•°•°❃•━━━━━┛

หนังสือสรรพธรรม
มกราคม 2554

ธรรมะที่หาฟังยาก
ธรรมะที่หาฟังยาก

เมื่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุ อ่านต่อ

ได้ธรรม
ได้ธรรม

ในพระอภิธรรมท่านแบ่งบุญไว้ 3 ร อ่านต่อ

ชำระล้างวิปลาสธรรม
ชำระล้างวิปลาสธรรม

เจริญจิตตภาวนา เจริญสมาธิภาวนา อ่านต่อ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *